เริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญ 2560 พร้อมนับถอยหลังสู่ระบบ “เลือกตั้ง” ใหม่

Home / ข่าวการเมือง, สกู๊ปข่าว / เริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญ 2560 พร้อมนับถอยหลังสู่ระบบ “เลือกตั้ง” ใหม่

วันที่ 6 เมษายน 2560 ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งของการเริ่มต้นประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งหลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ปลายทางของโรดแมปก็คือการ “เลือกตั้ง” โดยทั่วไปมีการประเมินจากเงื่อนไขเวลาว่าอย่างช้าที่สุดการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ภายในเดือนตุลาคม 2561 หรืออีก 19 เดือนข้างหน้า

โดยขั้นตอนหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเข้าสู่กระบวนการที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะต้องจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ลองมาจากรัฐธรรมนูญ โดยร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 267 กำหนดว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติแล้ว ให้ กรธ. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายลูก 10 ฉบับ

กฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ได้แก่

(1) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(2) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
(3) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(4) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(5) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
(6) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
(7) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
(8) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(9) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
(10) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทั้งนี้ จะมีกรอบระยะเวลาสูงสุด คือ 240 วัน หรือ 8 เดือน ซึ่งเมื่อนับตามเวลาโดยตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป และหากใช้เวลาเต็มโควต้า กำหนดการทำกฎหมายลูกจะไปสิ้นสุดที่เดือนพฤศจิกายน 2560 ทั้งนี้หลังจากร่างกฎหมายลูกเสร็จแล้ว จะต้องส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และใช้เวลาพิจารณาอีก 2 เดือน

โดยมีเงื่อนไขว่าหากมีความเห็นต่าง จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมและจะต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 1 เดือนพิจารณา นั่นหมายความว่าขั้นตอนในส่วนนี้ จะเสร็จสิ้นช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2561 และเมื่อกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คือ 4 จาก 10 ฉบับของกฎหมายลูกทั้งหมดเสร็จ จะเป็นขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายในระยะเวลา 3 เดือน

55

และหลังจากนั้นกฎหมายกำหนดว่า จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หรือ 5 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2561 รวมระยะเวลาทั้งหมดคือ 19 เดือน หรือ 1 ปี 7 เดือน แต่ทั้งนี้ หากบางขั้นตอนสามารถย่นระยะเวลาได้ การเลือกตั้งอาจจะเกิดได้เร็วขึ้น คือช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังคงใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ เพราะมาตรา 265 ยังให้ คสช. อยู่ต่อ และมีอำนาจออกคำสั่ง ม.44 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ได้ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้มาตรา 279 ยังให้คำสั่ง คสช.ที่ออกก่อนหน้านี้ และจะออก ตาม 265 วรรค 2 มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งการยกเลิกคำสั่ง คสช. จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ หรือต้องใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี หรือ มติ ครม.

ขณะที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีสาระสำคัญบางส่วน ที่ทำให้ก่อนหน้านี้ มีทั้งนักวิชาการ และนักการเมือง ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมาก นั่นคือ การเลือกตั้งในรูปแบบใหม่ ที่พรรคใหญ่ไม่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือเรียกว่า ระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม”

ซึ่งเป็นการนําคะแนนจากการเลือกตั้ง ส.ส.เขตเลือกตั้ง มาคํานวณหา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบใหม่ โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเลือกได้เฉพาะสมาชิก ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กล่าวคือ ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว จึงเท่ากับว่าเป็นการเลือกคนเท่ากับเลือกพรรค เพื่อให้พรรคการเมืองต้องหาผู้สมัครที่ดีที่สุดในแต่ละเขตเลือกตั้ง เพราะจะมีผลกระทบต่อคะแนนรวมที่แต่ละพรรคจะได้รับจากการเลือกตั้ง และนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองด้วย

ซึ่ง รศ.สิริพรรณ นกสวน อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ระบบการเลือกตั้งแแบใหม่จะมีการซื้อเสียงจะสูงขึ้น รวมถึงนโยบายพรรคจะลดความสำคัญลง เนื่องจากมองที่ตัวบุคคลเป็นหลัก และเป็นระบบที่ทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางถึงเล็ก ได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่

 

ข้อมูลเพิ่มเติม parliament