๒๖ มิถุนาฯ สถาปนา “วันสุนทรภู่” กวีเอกของไทย

Home / ข่าวทั่วไป, สกู๊ปข่าว / ๒๖ มิถุนาฯ สถาปนา “วันสุนทรภู่” กวีเอกของไทย

สุนทรภู่ เป็นกวีที่มีช่วงชีวิตอยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นสามัญชน แต่มีชีวิตที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับราชสำนักตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงปัจฉิมวัย

ชื่อ “สุนทรภู่” เป็นชื่อที่คนทั่วไปเรียกกวีท่านนี้ โดยนำคำ สุนทร จากบรรดาศักดิ์ “ขุนสุนทรโวหาร” “หลวงสุนทรโวหาร” และ “พระสุนทรโวหาร” ที่ท่านได้รับพระราชทานในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๔ มารวมกับคำว่า ภู่ ซึ่งเป็นชื่อเดิม และเรียกมาแต่ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ทั้งนี้ คงมีที่มาจากการที่ท่านมักเรียกตัวเองว่า “สุนทร” ดังปรากฏในวรรณกรรมของท่านหลายเรื่อง เช่น

โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร          แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น 
              นิราศภูเขาทอง

สุนทรทำคำสวัสดิรักษา
ถวายพระหน่อบพิตรอิศรา                       ตามพระบาลีเฉลิมให้เพิ่มพูน 
                  สวัสดิรักษา

สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญของสุนทร                 ฟ้าอาภรณ์แปลกพักตร์อาลักษณ์เดิม

     เพลงยาวถวายโอวาท

           สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง “ประวัติสุนทรภู่”

กำเนิดและภูมิหลังของบิดามารดา

สุนทรภู่เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาเช้า ๘ นาฬิกา ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ ที่บ้านริมคลองบางกอกน้อย ธนบุรี ใกล้บริเวณพระราชวังหลัง ซึ่งเป็นพระราชนิเวศน์ของ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือกรมพระราชวังหลังในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ปัจจุบันสถานที่บริเวณพระราชวังหลัง คือ บริเวณที่เป็นสถานีรถไฟบางกอกน้อย โรงพยาบาลศิริราช และบริเวณใกล้เคียง)

บรรพชนของสุนทรภู่ แต่เดิมไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงธนบุรี สันนิษฐานว่า คงอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาคราวเสียกรุงแก่พม่า ฝ่ายบิดาไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองแกลง ฝ่ายมารดามาอยู่ที่กรุงธนบุรี และจากหลักฐาน ในนิราศเมืองเพชรฉบับสมุดไทย ทำให้ทราบว่า บรรพบุรุษของสุนทรภู่อยู่ในสกุลพราหมณ์ เมืองเพชรบุรี บิดามารดาของสุนทรภู่คงมาเข้ารับราชการ หรือมาลงหลักปักฐานที่กรุงธนบุรี และเป็นข้าราชบริพารในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งในสมัยธนบุรีมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสุริยอภัย เจ้าเมืองนครราชสีมา

สุนทรภู่เกิดเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ๔ ปี และในปีที่สุนทรภู่เกิด บิดาเดินทางไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง (อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิม และบวชอยู่ตลอดชีวิต ขณะที่บวชก็ได้เป็นเจ้าอาวาส วัดป่าบ้านกร่ำ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระอารัญธรรมรังสี ส่วนมารดาได้เข้าไปเป็นพระนม ของพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจงกล พระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ต่อมาได้แต่งงานใหม่ มีบุตรหญิงอีก ๒ คน ชื่อ ฉิม กับนิ่ม

การศึกษาและจุดเริ่มการเป็นกวีในรัชกาลที่ ๑

สุนทรภู่มีชีวิตวัยเยาว์อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา ได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย และวิชาการต่างๆ ในสำนักพระภิกษุที่มีชื่อเสียง ที่วัดใกล้กับพระราชวังหลังตามที่มีหลักฐาน คือ วัดชีปะขาว (วัดชีปะขาว หรือ ชีปขาว เป็นวัดโบราณที่สร้างมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันคือ วัดศรีสุดาราม) ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย หลังจากศึกษาเล่าเรียน จนมีวิชาความรู้เป็นอย่างดีแล้ว ในวัยหนุ่ม สุนทรภู่ยังได้เป็นครูสอนหนังสือ หรือวิชาเสมียน ที่วัดชีปะขาว ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน นิราศสุพรรณ ว่า

วัดปะขาวราวรุ่นรู้          เรียนเขียน
ทำสูตรสอนเสมียน          สมุดน้อย
เดินระวางระวังเวียน          หว่างวัด   ปะขาวเอย
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย          สวาดิห้องกลางสวน

 

                           รูปปั้นสุนทรภู่ในวัยเยาว์ ที่วัดศรีสุดาราม ถ.บางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

ชีวิตวัยหนุ่มก่อนที่จะเข้ารับราชการนั้น สุนทรภู่มีใจรักด้านกาพย์กลอน อาจเนื่องมาจาก ในวัยเด็กได้ซึมซับประสบการณ์ เกี่ยวกับวรรณกรรม และศิลปะการแสดงต่างๆ ที่เล่นกัน ในพระราชวังหลัง เช่น การขับขานวรรณคดี การขับเสภา การเล่นสักวา การละครฟ้อนรำ การบรรเลงมโหรีปี่พาทย์ รวมทั้ง เมื่อเติบโตขึ้นได้รับการถ่ายทอดวิชาวรรณคดี และการประพันธ์จากพระภิกษุ ที่เป็นอาจารย์ สุนทรภู่ใฝ่ใจศึกษา และเพิ่มพูนประสบการณ์ในการประพันธ์ โดยรับจ้างแต่งเพลงยาวและบทดอกสร้อยสักวา คงเป็นเพราะลีลากลอนที่มีลักษณะเฉพาะตัวและคารมที่คมคาย จึงทำให้สุนทรภู่เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกวี และมีชื่อเสียงมากขึ้น เมื่อแต่งวรรณกรรมเรื่องยาว คือ นิทานคำกลอนเรื่อง โคบุตร ถวายเจ้านายในพระราชวังหลัง เมื่ออายุได้เพียง ๒๐ ปี

 

ขณะที่ด้านการงานเริ่มมีชื่อเสียง แต่ด้านชีวิตส่วนตัวของสุนทรภู่กลับมีอุปสรรค เนื่องจาก ไปมีความสัมพันธ์กับนางข้าหลวงในพระราชวังหลังชื่อ จัน และได้ล่วงรู้ไปถึงพระกรรณ ของกรมพระราชวังหลัง สุนทรภู่และแม่จันจึงถูกนำตัวไปจองจำไว้ ครั้น พ.ศ. ๒๓๕๐ เมื่อพ้นโทษแล้ว สุนทรภู่ได้เดินทางไปเยี่ยมบิดาที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ก็ได้แต่งนิราศเรื่องแรกคือ นิราศเมืองแกลง ขึ้น

เมื่อกลับจากเมืองแกลงแล้ว สุนทรภู่ได้แม่จันเป็นภรรยา และในปลายปีนั้นเอง สุนทรภู่ได้ตามเสด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรส ในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี อันเป็นที่มาของ นิราศพระบาท ในช่วงนี้ สุนทรภู่กลับไปมีอาชีพบอกบทดอกสร้อยสักวา และบอกบทละครให้คณะนายบุญยัง ซึ่งเป็นคณะละครนอกที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

 

          พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ

 

ต่อมา ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๑ ต่อต้นรัชกาลที่ ๒ ก็มีเหตุให้สุนทรภู่ต้องจากครอบครัว ไปพักอยู่ที่เมืองเพชรบุรีเป็นเวลาหลายปี ระหว่างอยู่ที่เมืองเพชรบุรี สุนทรภู่ได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากหม่อมบุนนาก ในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งได้ออกไปทำนา ภายหลังจากที่กรมพระราชวังหลังทิวงคตแล้ว สุนทรภู่เลี้ยงชีพด้วยการแต่งกลอน และสอนหนังสือ และคงมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย จึงมีผู้รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยหลายคน มีศิษย์ทั้งชายหญิงมาเรียนเขียนอ่าน และฝึกหัดแต่งกลอนเป็นจำนวนมาก ในนิราศเมืองเพชร ซึ่งสุนทรภู่แต่งขึ้น ในคราวเดินทางไปเมืองเพชรบุรี ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ ในรัชกาลที่ ๓ นั้น มีเนื้อความรำลึกถึงความหลัง เมื่อเดินทางมาเมืองเพชรบุรีครั้งแรกแทรกอยู่หลายตอน รวมถึงได้บอกเดือนปี ที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ ในครั้งนั้นว่า

“แต่เดือนสี่ปีระกานิราร้าง    ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย”

เดือนสี่ปีระกาดังกล่าวนี้ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๕๖

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต สุนทรภู่ได้ออกบวช ที่วัดราชบูรณะ แล้วเดินทางไปหัวเมืองหลายแห่งเป็นเวลา ๓ ปี จึงกลับมาจำพรรษา ที่วัดราชบูรณะ ต่อมามีเหตุให้ต้องย้ายไปอยู่ที่วัดอื่นๆ อีก อันได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดมหาธาตุ ขณะที่บวชได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ เช่น ไปพิษณุโลกเพื่อตามหาลายแทง ไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่พระนครศรีอยุธยา

ไปเมืองเพชรบุรีด้วยกิจธุระของเจ้านาย ไปวัดเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์ ที่พระนครศรีอยุธยา เพื่อแสวงหายาอายุวัฒนะ ไปนมัสการพระแท่นดงรังที่กาญจนบุรี การเดินทางไปหัวเมืองต่างๆ ดังกล่าว สุนทรภู่มีผู้ติดตามหลายคน ทั้งบุตรชาย บุตรบุญธรรม และลูกศิษย์ งานประพันธ์ที่สุนทรภู่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงนี้จึงเป็นงานประเภทนิราศ ได้แก่ นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองเพชร และนิราศวัดเจ้าฟ้า

 

                                        กุฏิสุนทรภู่ ที่วัดเทพธิดาราม กรุงเทพฯ ซึ่งสุนทรภู่เคยจำพรรษาอยู่

 

ช่วงชีวิตที่รุ่งเรืองในรัชกาลที่ ๒

ชีวิตของสุนทรภู่เริ่มรุ่งเรือง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๓ ทั้งนี้ คงเนื่องมาจากชื่อเสียง และผลงานประพันธ์ของสุนทรภู่ ได้แพร่หลายไปยังราชสำนัก เช่น เรื่อง ลักษณวงศ์ ซึ่งแต่งก่อนที่จะเข้ารับราชการ เมื่อเข้ารับราชการแล้ว สุนทรภู่ได้แสดงความสามารถในเชิงกลอน จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยหลายครั้ง เช่น ในการทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ สุนทรภู่สามารถแต่งกลอนต่อบทพระราชนิพนธ์ ตอนศึกสิบขุนสิบรถ พรรณนารถทรงของทศกัณฐ์ ให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ได้ชัดเจน บทพระราชนิพนธ์ และบทที่สุนทรภู่แต่งต่อ มีดังนี้

บทพระราชนิพนธ์

รถที่นั่ง              บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล          ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง         เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขับขี่เข้าดงแดน              พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ

บทที่สุนทรภู่แต่งต่อ

นทีตีฟองนองระลอก                  คลื่นกระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน     อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท           สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน           คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา

 

          บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อย ในปัจจุบัน

 

ช่วงบั้นปลายชีวิต

ขณะรับราชการเป็นพระสุนทรโวหารนั้น เป็นช่วงที่สุนทรภู่มีอายุมากแล้ว ไม่ได้เดินทางไปที่ใดอีก ดังนั้น จึงไม่มีผลงานประเภทนิราศ และไม่ได้แต่งนิทานคำกลอนเรื่องยาวอีกเลย งานประพันธ์ทั้งหมดในช่วงเวลานี้ บางเรื่องเป็นงานประพันธ์ที่มีเนื้อหาอยู่แล้ว เช่น เสภาพระราชพงศาวดาร ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สุนทรภู่แต่งถวายเพื่อใช้ขับ ในขณะที่ทรงเครื่องใหญ่ หรือบทเห่กล่อมพระบรรทม สำหรับเห่ถวายพระเจ้าลูกเธอ ในพระราชวังหลวง

และพระบวรราชวังก็นำเรื่องที่เคยแต่งไว้แล้วมาแต่งใหม่ เช่น เห่เรื่องพระอภัยมณี เห่เรื่องโคบุตร และเห่เรื่องอิเหนา ส่วนเรื่องที่จินตนาการขึ้นในช่วงนี้คือ บทละครเรื่องอภัยนุราช ซึ่งแต่งถวายพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดวงประภา พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สุนทรภู่รับราชการอีกครั้งได้เพียง ๔ ปี ก็ถึงแก่กรรมใน พ.ศ. ๒๓๙๘ ขณะมีอายุ ๖๙ ปี ประวัติช่วงบั้นปลายชีวิตของสุนทรภู่นี้ มีกล่าวไว้ในหนังสือ ประวัติสุนทรภู่ และตำนานเมืองเพชรบุรี ของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ว่า

“เมื่อเข้าสู่วัยชรา สุนทรภู่ถวายบังคมลาออกจากราชการ และไปซื้อบ้านอยู่ในสวน ที่ตำบลบางระมาด ธนบุรี และถึงแก่กรรม ที่บ้านสวนนี้เมื่ออายุ ๘๐ ปีเศษ”

จนมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปีชาตกาล สุนทรภู่ได้รับยกย่องจาก “องค์การยูเนสโก” ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง บ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่

และเป็นที่กำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์แห่งอื่น ๆ อีก เช่น ที่วัดศรีสุดาราม ที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดนครปฐม วันเกิดของสุนทรภู่คือวันที่ ๒๖ มิถุนายนของทุกปี ถือเป็น วันสุนทรภู่ ซึ่งเป็นวันสำคัญด้านวรรณกรรมของไทย มีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่าง ๆ โดยทั่วไป

 

ขอขบคุณข้อมูลจาก : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๓๓