เจาะลึกเรียนต่ออังกฤษ ภาค.1 ขั้นตอนสมัครเรียน ป.โท สู่ระบบศึกษาแบบ’ไร้กระดาษ’

Home / สกู๊ปข่าว / เจาะลึกเรียนต่ออังกฤษ ภาค.1 ขั้นตอนสมัครเรียน ป.โท สู่ระบบศึกษาแบบ’ไร้กระดาษ’

กลับมาพบกันอีกครั้ง กับคอลัมน์การศึกษาต่อต่างประเทศบนเว็บไซต์เอ็มไทย การเรียนต่อต่างประเทศถือเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คน เพราะนอกจากจะได้เดินทางไปต่างประเทศ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แล้ว ก็ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ไปสู่สิ่งใหม่ ทั้งยังได้ท่องเที่ยวในสถานที่แปลกๆอีกด้วย

ในวันนี้เราจะพามารู้จักกับสาวสวย นักเรียนนอก ที่กำลังศึกษาปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ หรือที่คนไทยขนานนามว่าเป็น ‘เมืองผู้ดี’ ได้แก่ คุณน้อยหน่า นักศึกษาปริญญาโทจาก มหาวิทยาลัยกรีนนิชสำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ว่าจะมีขั้นตอนอย่างไร และต้องเตรียมตัวยังไง และมีค่าใช้จ่ายในการเรียน ตลอดจนค่าครองชีพในอังกฤษเท่าไร วันนี้เธอจะมาเล่าให้แฟนข่าว MThai ได้ทราบกันแบบละเอียด และครบในที่เดียว !!

 

น้อยหน่า พัชรินทร์ แสนศิริพันธ์ุ

เริ่มกันที่คุณ น้อยหน่า พัชรินทร์ แสนศิริพันธ์ุ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยกรีนนิช (University of Greenwich)  ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ เธอกำลังศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ  (International Business)

เมื่อพูดถึง University of Greenwich น้อยหน่าเล่าว่า เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของชาวอังกฤษ และยังเป็นมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ที่ Greenwich เป็นส่วนหนึ่งของเมือง London และติดอันดับ Top Ten มหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศอังกฤษอีกด้วย โดยตลอดทั้งปีก็จะมีทั้งนักท่องเที่ยว และกองถ่ายภาพยนตร์มากมาย มาถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ยกตัวอย่างเช่นภาพยนตร์เรื่อง Thor หรือว่าจะเป็น Now you see me ภาค 2  และเพราะหลุมรักความสวยของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทำให้เธอตัดสินใจมาศึกษาที่นี่ และอยากได้สำเนียงอังกฤษ นอกจากนี้เธอยังได้กระซิบบอกมาอีกด้วยว่า นวนิยายชื่อดังก้องโลกอย่าง ‘แฮรี่พอตเตอร์’ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งในการตัดสินใจมาเรียนที่อังกฤษเช่นเดียวกัน

 

อยากก้าวผ่านจุด Comfort zone จึงตัดสินใจมากเรียนที่เมืองลอนดอนอันแสนวุ่นวาย…?

คุณ น้อยหน่า เปิดเผยว่า เธอเริ่มจากการศึกษาข้อมูลจากในเว็บต่างๆ การอยู่เมืองหลวงจะได้ใช้ชีวิตแบบวุ่นวายที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้เราต้องติดต่อสื่อสารอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้เราได้ออกมาจาก Comfort zone ต้องคุย ต้องฟัง ทำให้เราได้ใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ  จึงเลือกอยู่เมืองหลวงของอังกฤษคือลอนดอน  และด้วยความใฝ่ฝันว่าเราเห็นมหาวิทยาลัยสวย ๆ ที่อังกฤษแบบที่เคยเห็นในหนัง  จึงเลือกมหาวิทยาลัยที่สวยและเปิดสาขาที่สนใจ  และก็มาลงตัวที่มหาวิทยาลัยนี้ค่ะ

ระบบการศึกษาแบบ ‘Paperless’ สู่ระบบการศึกษาแบบดิจิตอล นักศึกษาทุกชีวิตติดออนไลน์ !!

ระบบการศึกษาที่อังกฤษจะเห็นได้ชัดอย่างนึงเลยที่แตกต่างจากประเทศไทยคือ ‘Paperless’ ค่ะ คือเรียนแบบไร้กระดาษ จะส่งการบ้านก็จะส่งเป็นไฟล์งานไปเลย และตรวจการบ้านก็ตรวจผ่านระบบออนไลน์ค่ะ ทุกอย่างออนไลน์หมด ซึ่งจะแตกต่างจากประเทศไทยที่ต้องส่งรายงานเป็นเล่ม ๆ และอยากแนะนำเพื่อนๆที่จะไปศึกษาต่อที่นี่ว่าให้ถามความต้องการของตัวเองจริงๆว่าไปเรียนต่อต่างประเทศต้องการอะไรกลับมาบ้าง เช่น ภาษา ดีกรี วัฒนธรรม แนวคิดแบบชาวตะวันตก เพราะจะทำให้เราเลือกมหาวิทยาลัย กลุ่มเพื่อน วิชาที่เรียน ได้อย่างเหมาะสมและมีความสุขค่ะ

เตรียมใจอย่างไรก่อนไปพิชิตใบปริญญาที่อังกฤษ…?

อยากให้ผู้ที่ตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษ เตรียมตัวเตรียมใจไปเลยว่า ‘เรียนยากมาก’  ไม่ได้ง่ายเหมือนที่เราคิดว่าไปแล้วจะได้เรียนไปเที่ยวไป บางวิชามีหลั่งน้ำตาแน่นอน  ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยที่น้อยหน่าไปเรียนจะไม่มีการทำข้อสอบตัวเลือกเลย มีแต่การหาข้อมูลและเขียนเป็นรายงานส่ง หรือที่เรียกว่า ‘Research’ นั่นเอง ซึ่งเราต้องมีวินัยและความเข้าใจในหัวข้อสูงมากเพื่อทำรายงานให้ออกมาได้คะแนนดีและสอบผ่าน

นอกจากมหาวิทยาลัยจะนำระบบการเรียนการสอนเข้าสู่ออนไลน์แล้ว มหาวิทยาลัยจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าไทย เช่น ห้องสมุดก็จะเป็นระบบอัตโนมัติทุกอย่าง  และไม่สามารถยืมสมุดจากบรรณารักษ์แบบไทย ทุกอย่างจะใช้เครื่องจักรทั้งหมด ส่วนลักษณะการเรียนในห้อง ก็จะมีการตรวจเช็คชื่อด้วยการสแกนบัตรทุกครั้ง และเด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะมาจากหลายชาติมาก อาทิ เช่น จีน อินเดีย ตุรกี อเมริกัน ซึ่งแต่ละชาติก็จะมีการแสดงออกในการตอบคำถามในห้องเรียนที่แตกต่างกันออกไป แต่เห็นชัดเจนสุดคือ นักเรียนชาวอินเดียจะกล้าแสดงออกและตอบความถามบ่อยที่สุดในห้องเรียน

การปรับตัวจากเด็กสาวชาวไทย สู่วัฒนธรรมที่เปิดกว้างทางความคิด !!

วัฒนธรรมที่อังกฤษแตกต่างจากไทยมาก แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยส่วนบุคคลด้วย  นำมาตัดสินคนทั้งประเทศไม่ได้ สำหรับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่เห็นได้ชัดเจนคือ สังคมจะเปิดกว้างในเรื่องของความคิดมากการแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งเพื่อนบางคนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นบางทีจะถูกซุบซิบได้เลยว่า เค้าไม่ค่อยพูดนะ หรือไม่พูดอะไรเลย ซึ่งต่างจากคนไทยที่ต้องเก็บความคิดเห็นของตัวเองไว้ หากแนะนำก็อยากให้เราไม่ต้องเขิลที่จะพูดออกไป  เพราะเพื่อน ๆ พร้อมที่จะรับฟังเรา

ภาษาไม่ดี สำเนียงไม่เป๊ะ ไม่ใช่อุปสรรคในการใช้ชีวิตขณะศึกษาที่ประเทศอังกฤษ

น้อยหน่าเล่าว่าที่อังกฤษจะไม่มีการเหยียดสำเนียงกัน หรือว่าคอยจับผิดเวลาพูดผิด เค้าจะเข้าใจว่าสำเนียงของเราไม่ใช่ native speaker (สำเนียงพื้นเมือง) เพราะงั้นพูดผิดพูดถูกก็ไม่มีใครหัวเราะเรา แถมได้ฝึกภาษาอังกฤษจนคล่องโดยไม่ต้องเสียความมั่นใจในตัวเองเลย ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเพื่อน ๆ จะช่วยเราฝึกออกเสียงหรือสอน slang กับคำศัพท์ด้วย  ซึ่งการคุยกับเพื่อนช่วยทำให้ภาษาอังกฤษด้านการพูด และการฟัง ดีขึ้นมาก ๆ

ส่วนความต่างอีกอย่างนึงที่คนไทยไม่ควรทำเลยค่ะ เพราะถึอเป็นเรื่องร้ายแรงคือ การทักกันด้วยคำที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น ไปทำอะไรมาทำไมอ้วนขึ้น ชุดนี้ไม่สวย ทำไมสิวเยอะจัง สำหรับที่อังกฤษทุกคนจะทักกันด้วยคำชื่นชมเสมอ เช่น วันนี้คุณดูสวย ใส่ชุดนี้แล้วดูหุ่นดี

สาวสวยชาวไทยสู่การใช้ชีวิตในเมืองผู้ดี

หากพูดโดยรวมถือว่าคนอังกฤษค่อนข้างมีคุณภาพชีวิตที่ดีค่ะ แต่ว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างก็แพงระดับนึงเหมือนที่เรารู้ ๆ กันว่า ลอนดอนเป็นเมืองที่ติดอันดับค่าครองชีพสูงของโลก แต่หากใครชอบทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่อังกฤษราคาถูกมาก ถูกกว่าไทยอีกค่ะ ส่วนที่พักก็แล้วแต่บัทเจทของแต่ละคนค่ะ ซึ่งที่อังกฤษจะแตกต่างจากไทยที่ว่าจะมีการแชร์บ้าน หรือ คอนโดอยู่ด้วยกันค่ะ แปลว่าบ้านหนึ่งหลังอาจมีครอบครัวอื่น หรือคนอื่นพักอยู่ด้วยกับเราค่ะ หรือหากใครไม่สะดวกจะเช่าแบบส่วนตัวก็มีค่ะ

กิจกรรมยอดฮิต ยามว่าง การไปปาร์ตี้บ้านเพื่อน

นอกจากนี้ด้วยสภาพอากาศที่แตกต่างจากเมืองไทยทำให้กิจกรรมที่ทำในแต่ละวันก็แตกต่างจากคนไทย  ด้วยอากาศที่หนาว ช่วงฤดูหนาว พระอาทิตย์จะตกตั้งแต่บ่ายสามโมง ห้างสรรพสินค้าจะปิด ภายในหกโมงเย็น ส่วนใหญ่ก็จะรีบเข้าบ้านกัน เพราะอากาศหนาว

ใครไปแรก ๆ ยังไม่มีเพื่อน เหงาน่าดูเลยค่ะ แถมจะโทรกลับบ้านคนที่ไทยก็หลับกันหมดแล้ว ซึ่งด้วยเหตุนี้เด็กนักเรียนที่นั้นพอเลิกเรียน ก็จะนัดเจอกันอีกทีตอนสองสามทุ่ม ไปปาร์ตี้กันค่ะ มีทั้ง house party และ party ใน club ค่ะ พอพ้นช่วงหน้าหนาวก็จะเป็นหน้าร้อน ทุกคนจะตกหลุมรักหน้าร้อนที่อังกฤษแน่นอนค่ะ เพราะอากาศจะประมาณ 25 องศา และท้องฟ้าแจ่มใส ดอกไม้บานสวยเหมือนในรูปที่เราเคยเห็นกันค่ะ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะปิดช่วงหน้าร้อน เราก็จะเที่ยวกันช่วงนี้เลยค่ะ

ขั้นตอนในการสมัครเข้าเรียนโดยการยื่นผ่าน บริษัท agent โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก agent แต่อย่างใด !!

เริ่มแรกเลย เราต้องเตรียมตัวสอบ IELTS เพื่อยื่นคะแนนระดับความรูปทางภาษาอังกฤษให้กับมหาวิทยาลัยที่เราอยากจะเรียน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการสอบ IELTS จะราคาประมาณ 11,000 บาท ต่อการสอบ 1 ครั้ง ถ้าเตรียมตัวดี ๆ สอบครั้งเดียวก็อาจได้คะแนนตามที่ต้องการ แต่คุณน้อยหน่าเล่าว่า เธอสอบสามครั้งและสามารถผ่านด่านนี้มาได้

หลังจากนั้นก็รวบรวมเอกสารเพื่อให้ agent เป็นผู้ดำเนินการสมัครให้ ซึ่งเราสามารถเลือกลำดับคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัครยื่นไปได้ ซึ่งทาง agent จะสมัครให้ตามที่เราขอไป โดยเอกสารหลักๆ ที่อาจมีเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้แล้วแต่กรณี ได้แก่…

1. คะแนน IELTS โดยคะแนนในการรับขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยและคณะ มีการเรียกคะแนนที่ต่างการ เริ่มต้นที่ 5.5 ไปจนถึง 7.5 คะแนนเต็ม 9 คะแนน

2. ใบ Transcript ภาษาอังกฤษ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะคัดผลการเรียนด้วยซึ่งขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและคณะเช่นกัน เราสามารถดูคะแนนก่อนสมัครได้ ที่เว็บสมัครเรียนของมหาวิทยาลัย โดยให้เข้าไปที่หมวด ‘requirement’

3. ใบรับรองการจบการศึกษา ภาษาอังกฤษ

4. จดหมายรับรองการเรียน โดยให้อาจารย์เขียนให้ ( Education Refference letter)

5. หากใครต่อ MBA แบบคุณน้อยหน่า จะต้องมีประสบการณ์ทำงาน จึงต้องมีหนังสือรับรองการทำงาน (Employee Reference letter)

6. สำเนาหนังสือเดินทาง(Passport)

7. เรียงความเกี่ยวกับตัวเราเองค่ะ ว่าทำไมเราอยากเรียนที่นี่ เราเหมาะกับคณะนี้อย่างไร ความยาวแล้วแต่มหาวิทยาลัยขอ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความยาวประมาณ 1 หน้า A4

8. CV (ชีวประวัติ หรือ ประวัติฉบับร่ายยาว)

พูดถึงเรื่องการสมัครเข้าเรียนกันไปแล้ว สำหรับใครที่สนใจอยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษจะต้องเตรียมงบประมาณค่าเทอม 2 ส่วน ได้แก่

-ค่าเรียนปรับพื้นฐานภาษา 5,500 ปอนด์ 239,000
-ค่าเทอม 22,000 ปอนด์ หรือราว 950,000 บาท
ส่วนค่าครอบชีพอื่น ๆ เช่นค่าเช่าบ้านอยู่ที่ราว 1,000 ปอนด์หรือราว 43,000 ต่อเดือน ส่วนค่าอาหารเฉลี่ยมื้อละประมาณ 10 ปอนด์ หรือราว 400 บาทต่อมื้อ

 

ได้อ่านเรื่องราวของคุณน้อยหน่ากันไปแล้ว เรียนต่อประเทศอังกฤษภาคที่ 2  เราจะมาพูดคุยกับคุณอ๋อ สาวหมวยอินเตอร์คนเก่ง ที่จะมาอธิบายถึงขั้นตอนในการขอทุนการศึกษาจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และเป็นว่าที่บัณฑิตป้ายแดง ไฟแรงสูง มาพร้อมความสามารถ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการเตรียมตัวเพื่อผู้ที่สนใจขอทุนการศึกษาแบบได้เปล่า ติดตามได้เร็ว ๆ นี้…

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาต่อประเทศอินเดียในระดับปริญญาโท-เอก และการขอทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย

อ่านต่อที่ เจาะลึก การศึกษาเมืองแขก เด็กไทยเรียน โท-เอก ที่อินเดีย พร้อมขั้นตอนการ ‘ขอทุนฟรี’