M-Trilingual ข่าวสดวันนี้ งาน ภาษา ญี่ปุ่น สอน ภาษา ญี่ปุ่น สอบ วัด ระดับ ภาษา ญี่ปุ่น เรียนภาษาญี่ปุ่น

‘ออยเซนเซ’ ติวเตอร์คนดังสุดปัง-เป๊ะ ที่เริ่มต้นจากการ ‘เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง’

Home / คลิป, สกู๊ปข่าว / ‘ออยเซนเซ’ ติวเตอร์คนดังสุดปัง-เป๊ะ ที่เริ่มต้นจากการ ‘เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง’

M-Trilingual : ทุกวันนี้สถาบันกวดวิชาได้รับความนิยมลดลง เพราะผู้คนหันมามุ่งศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการเรียนผ่านช่องทางบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วยตัวเอง ที่ปัจจุบันวิชาความรู้ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเลือกหาความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา

คอลัมน์ M-Trilingual ได้สัมภาษณ์ ‘ครูออย’  อัจฉรา จาง  หรือที่นักเรียนเรียกกันติดปากว่า ‘ออยเซนเซ’ ถึงทุกเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นแบบหมดเปลือก นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงเส้นทางสู่การติวเตอร์ภาษาญี่ปุ่นชื่อดัง โดยเธอประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาญี่ปุ่น จากการเริ่มต้นหาความรู้ด้วยตัวเองผ่านอินเตอร์เน็ต และยังได้เผยเคล็ดลับการเรียนภาษาญี่ปุ่นให้สำเร็จ สู่รายได้ที่มาจากทักษะภาษาญี่ปุ่นในระดับต่าง ๆ ที่แสนจะงดงาม

 เซนเซ มาจากภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ครู’  ทำให้ ครูออย เรียกตัวเองว่า ‘ออยเซนเซ’ จนติดปาก โดยติวเตอร์สุดแซ่บคนนี้ โด่งดังบนโลกออนไลน์ และมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมาก จากลีลาการสอนภาษาที่ แปลก แหวกแนว และมีความ โมเอะในตัว รวมทั้งบรรยากาศในสตูดิโอที่เธอใช้ถ่ายทอดสดสอนภาษาไปสู่ผู้เรียนบนโลกออนไลน์ ก็ถูกจัดวางอย่างสวยงาม แน่นอนว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งติวเตอร์ บรรยากาศในห้องเรียน และลีลาการสอนที่เข้าใจง่าย ต่างผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว เป็นสาเหตุให้มีนักเรียนสนใจ ติดตามเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเธอเป็นจำนวนมาก

อัจฉรา จาง , ออยเซนเซ
อัจฉรา จาง หรือ ออยเซนเซ

เส้นทางก่อนเป็นติวเตอร์ภาษาญี่ปุ่นของ ‘ออยเซนเซ’ เริ่มจากการเป็นผู้ที่สามารถพูดได้ถึง 3 ภาษาได้แก่ ไทย อังกฤษ และจีน เมื่อมาเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองจึงง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีพื้นฐานภาษาที่ 3 มาก่อน เพราะภาษาจีนและญี่ปุ่นที่มีตัวเขียนที่ใกล้เคียงกัน จากนั้นเธอค่อย ๆ ฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นเรื่อยมา และสอบวัดผลภาษาญี่ปุ่นในระบบ JLPT จนได้ระดับ N2 ซึ่งเป็นระดับที่ยากมากที่สุดเป็นอันดับ 2 และเริ่มถ่ายทอดความรู้ทักษะ ‘ภาษาญี่ปุ่น’ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ยอดฮิตอย่าง ‘เฟซบุ๊ก’ โดยขณะนี้ เพจ ‘เรียนญี่ปุ่นเอง อ่านเขียนปัง พูดฟังเป๊ะ’ ของ ‘ออยเซนเซ’ มีผู้ให้ความสนใจ และติดตามกว่า 4 หมื่นคน

‘ออยเซนเซ’ แนะนำว่า หากอยากเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง สามารถหาเนื้อหาบทเรียนจากอินเตอร์เน็ตเพื่อปูพื้นฐานในเบื้องต้นก่อน และค่อย ๆ ติดตามครูที่เปิดสอนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในยุคดิจิตอลเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะมีช่องทางต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเลือกศึกษาหาความรู้มากมาย ส่วนการฝึกฟัง-พูด ก็ควรเน้นฟังเสียงพูดจากเจ้าของภาษา ผ่านสื่อที่มีอยู่ทั่วไป เช่น การฟังข่าวภาษาญี่ปุ่น ดูซีรีย์ญี่ปุ่น หรือฝึกพูดกับอาจารย์ที่สอนทางออนไลน์ แต่กระนั้นกุญแจสำคัญนั่นคือการนำภาษาญี่ปุ่นไป ‘ใช้จริงในชีวิตประจำวัน’ จะที่ทำให้ทักษะภาษาญี่ปุ่นแข็งแรงขึ้นได้

 'ครูออย'  อัจฉรา จาง 
‘ครูออย’  อัจฉรา จาง

ทั้งนี้ ‘ออยเซนเซ’ ยังเผยด้วยว่า การหาความรู้ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ มีข้อดีตรงที่ ผู้ที่เดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถเข้ามาเรียนได้ง่าย เนื่องจากแรงงานบางกลุ่ม ที่บริษัทจัดสรรให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ มีระยะเวลาเรียนภาษาของประเทศนั้น ๆ ที่จำกัด บางรายไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้อย่างลื่นไหล จึงนิยมหันมาเรียนออนไลน์ที่ทุกวันนี้นับว่าสะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะเลือกสถานที่เรียนได้ทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต

นอกจากนี้สำหรับใครที่กังวลว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาญี่ปุ่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็สามารถเลือกเรียนเอกภาษาญี่ปุ่น หรือวิชาเลือกในระดับมัธยมปลาย ที่โรงเรียนที่เปิดสอนทั่วประเทศ ซึ่งทุกวันนี้มีเปิดสอนอย่างแพร่หลาย รวมถึงในระดับอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มีการเปิดสอนเป็นวิชาเอกอย่างกว้างขวาง รวมถึงสถาบันสอนภาษาของทั้งเอกชนและรัฐบาล  ที่มีการเปิดสอนทั้งหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว

เมื่อพูดถึงประวัติของภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาที่มีความใกล้เคียงกับภาษาจีน เพราะตัวอักษรจีนได้ถูกเผยแพร่ไปสู่ประเทศญี่ปุ่นผ่านหนังสือต่าง ๆ โดยในสมัยก่อน ญี่ปุ่นเองยังไม่มีตัวอักษรเป็นของตัวเอง ทั้งนี้เอกสารภาษาจีนที่เขียนในญี่ปุ่นมักจะได้รับอิทธิพลจากภาษาญี่ปุ่น ขณะที่อักษรจีนได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในญี่ปุ่น โดยในปัจจุบันอักษรคันจิของญี่ปุ่นและอักษรจีนมีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะมีวิวัฒนาการจากอดีตเป็นต้นมา แต่ยังมีบางส่วนที่ความหมายคล้ายกัน ดังนั้นผู้ที่รู้ภาษาจีน หรือ ญี่ปุ่น ภาษาใดภาษาหนึ่ง จะสามารถต่อยอดเรียนอีกภาษาได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามประโยชน์ของการเรียนภาษาญี่ปุ่น เป็นการเปิดโลกไปสู่วัฒนธรรมใหม่ ๆ เพราะนอกจากการเรียนภาษาในด้านเนื้อหา บทเรียน ผู้เรียนยังจำเป็นต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เพื่อให้สามารถสื่อสารในภาษานั้น ๆ ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อรู้จักวัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ ของประเทศนั้น ๆ ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว จะทำให้ผู้เรียนได้เปิดกว้าง และรับสิ่งใหม่ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ หากมีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่น จะมีโอกาสในการทำงานที่ใช้ภาษาเป็นหลัก เพราะในประเทศไทย ทักษะภาษาญี่ปุ่น สามารถใช้ประกอบอาชีพได้ และเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างมาก โดยเฉพาะในบริษัทข้ามชาติ อุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบัน

จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางออกนอกประเทศในช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ ซึ่งไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมที่ปรับอันดับขึ้นจากอันดับ 5 เป็น 4 เป็นรอง ไต้หวัน ฮาวาย และ สิงคโปร์ ที่อยู่ในอันดับ 1-3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลสำรวจของสมาคมธุรกิจนำเที่ยวญี่ปุ่น ที่สอบถามยอดขายจากสมาชิกบริษัททัวร์กว่า 463 แห่ง โดยมีเที่ยวชาวญี่ปุ่นรวมสูงสุด 1.6 ล้านคนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในแต่ละปี ซึ่งแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้นั้นก็จะได้เปรียบอย่างมาก รวมถึงหากพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เมื่อเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็จะช่วยให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างรู้ลึกรู้จริงมากกว่า

อย่างไรก็ตามการสอบวัดผลภาษาญี่ปุ่น Japanese Language Proficiency Test ตัวย่อ JLPT เป็นการสอบเพื่อวัดผลและรับรองความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาภาษาญี่ปุ่นภายในและนอกประเทศที่แบ่งความยากง่ายเป็น 5 ระดับ ซึ่งระดับ 1 เป็นระดับที่ยากที่สุด โดยคนส่วนใหญ่ใช้ผลสอบวัดผลนี้เป็นหลักฐานในการยื่นสมัครเข้าทำงาน เพื่อยืนยันกับทางบริษัทว่า เรามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นจริง โดยในประเทศไทยจัดสอบที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา

เมื่อพูดถึงรายได้ของผู้ที่มีความสามารถในด้านภาษาญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถพื้นฐานของบุคคลนั้น ๆ และผลการสอบวัดระดับ  JLPT ทั้งนี้จะมีค่าตอบแทนเริ่มต้นเดือนละ 30,000-70,000 บาท แต่หากเป็นตำแหน่งระดับบริหารขึ้นไปจะมีค่าตอบแทนสูงถึงหลักแสนบาท

ทั้งนี้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในภาษาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย และมีการเปิดสอนอย่างแพร่หลาย โดยมีตลาดแรงงานรองรับผู้ที่มีทักษะภาษาญี่ปุ่นสูง รวมทั้งรายได้เริ่มต้นที่น่าพึงพอใจ รวมทั้งไทยและญี่ปุ่น ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างเป็นเวลายาวนานนับร้อยปี ทั้งในด้านด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม โดยญี่ปุ่นเองความสำคัญกับบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน

โดยมีชาวไทยอีกเป็นจำนวนมากที่หลงไหลไปกับความสวยงาม และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ชาวไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นมากที่สุด บ้างก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อเรียนรู้และเข้าใจประเทศญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยประสานความร่วมมือ ติดต่อสื่อสารที่สำคัญนั่นก็คือภาษา ที่จะทำให้ผู้คนจากทั้ง 2 ชาติ มีความเข้าใจซึ่งกันและกันได้มากขึ้น