กฎหมายต้องรู้ ป้องกันตัว ฆ่าโจรตายคาบ้าน คุก-ไม่คุก

Home / สกู๊ปข่าว / กฎหมายต้องรู้ ป้องกันตัว ฆ่าโจรตายคาบ้าน คุก-ไม่คุก

จากข่าวเหตุโจรขึ้นบ้านเพื่อลักทรัพย์ ก่อนเจ้าของบ้านกลับมาเจอ เกิดการต่อสู้กัน จนเป็นเหตุให้โจรเสียชีวิต และทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตั้งข้อหาให้แก่เจ้าบ้านในฐานฆ่าคนตาย จนหลายคนตั้งข้อสงสัยในขั้นตอนทางกฎหมายที่เกิดขึ้น

บทความนี้ ทางทีมงาน MThai จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวในมุมของข้อกฎหมายเพื่อให้ทุกท่านได้มีความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ และเข้าใจตัวบทกฎหมายได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

> หนุ่มเล่าเหตุการณ์ระทึก กระทะฟาด-ล็อกคอโจรบุกบ้าน ลักทรัพย์จนเสียชีวิต

ลำดับเหตุการณ์

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เจ้าของบ้านเล่าว่า เพิ่งเดินทางกลับมาจากบ้านที่ต่างจังหวัด และไขกุญแจเข้าบ้านตามปรกติ แต่พบว่า เมื่อเปิดไฟภายในบ้าน เห็นข้าวของกระจายอยู่ คาดว่าคนร้ายอาจจะยังอยู่ในบ้าน จึงมีการปิดล็อกประตู ก่อนขึ้นไปสำรวจบนชั้น 2 ของบ้าน

เมื่อขึ้นไปที่ชั้น 2 ไขประตูห้องนอนเข้าไป พบคนร้าย นอนหลับอยู่ พร้อมด้วย “มีดปังตอ” วางอยู่ข้างตัว จึงแอบหยิบออกมา ระหว่างนั้น คนร้ายตื่นขึ้นมาพอดี จึงมีการต่อสู้กัน ก่อนกลิ้งตกลงมายังชั้นล่าง

ด้วยความกลัวที่คนร้ายจะวิ่งไปเอามีดในครัว และได้จังหวะล็อกคอคนร้ายไว้จนแน่นิ่งไป จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนภายหลัง เจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อกล่าวหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา แก่เจ้าของบ้านดังที่เป็นข่าวไปแล้ว

เป็นเจ้าบ้าน ป้องกันตัว-ทรัพย์สิน โจรตาย ทำไมต้องโดนข้อหา

หากมองในมุมของข้อกฎหมายแล้ว เมื่อมีผู้เสียชีวิต จะต้องมีการให้แพทย์ทำการชันสูตรเพื่อระบุสาเหตุของการตายไว้ ซึ่งในกรณีนี้ สาเหตุของการตายนั้น เป็นเหตุมาจากการขาดอากาศหายใจ ที่ถูกการล็อก-รัดคอ จากการต่อสู้ดังกล่าว

เหตุการณ์เสียชีวิตที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นการเสียชีวิตโดยธรรมชาติ หรือจากอุบัติเหตุ หากแต่เกิดจากมีผู้ทำให้เกิดการเสียชีวิต ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นที่จะต้องแจ้งข้อหา “ฆ่าคนตาย” ไว้ก่อนนั่นเอง

ทั้งนี้ที่ต้องแจ้งข้อหาไว้ก่อน ก็เพื่อเป็นการป้องกันในกรณีการตายไม่ปรกติ-ผิดธรรมชาติ เพื่อสืบหาสาเหตุแห่งการตายที่แท้จริง หากไม่ทำเช่นนั้น โอกาสที่จะเกิด “ฆาตกรรมอำพราง” จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น โดยการอ้างเหตุเหล่านี้ได้

รู้จักสิทธิการป้องกันตัวในเคหสถาน

ในคดีนี้ เหตุทั้งหมดเกิดขึ้นภายในบ้านของผู้ถูกกล่าวหา หรือ เจ้าบ้าน โดยโจรเป็นผู้กระทำการ “บุกรุก” เข้ามาในเคหสถานนั่นเอง

ตามกฎหมายแล้ว เคหสถานนั้น นอกจากบ้าน ที่อยู่อาศัยตามปรกติแล้ว ยังควบรวมไปถึง โรงเรือน แพ หรือ เรือ ที่มีคนอาศัยอยู่ โดยจะมีหรือไม่มีรั้วอยู่ก็ตาม หากแต่เป็นที่อยู่อาศัยที่ใช้หลับนอนตามปรกติ ไม่ว่าจะนอนเป็นประจำ หรือมาพักอาศัยเป็นครั้งคราวก็ตาม เช่น เถียงนา ที่ชาวนาใช้อาศัยชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อเฝ้าไร่นา ของตน ก็ถือเป็นเคหสถาน หรือ ในกรณีของเรือบรรทุกลากจูงในแม่น้ำ หากมีผู้อาศัยมากินอยู่หลับนอน บนเรือ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของเรือ ก็ถือว่า เป็นเคหสถานเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อมีผู้ที่บุกรุกเข้ามา และอาจจะเป็นอันตรายต่อเจ้าของบ้าน หรือผู้อื่น เจ้าบ้าน/ผู้ประสบเหตุ สามารถป้องกันตัวเองได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

“ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

อะไรคือการกระทำเพื่อป้องกันสมควรแก่เหตุ / โดยชอบด้วยกฎหมาย?

หลักของการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย สมควรแก่เหตุนั้นมีหลักใหญ่ๆ  คือ

  1. เมื่อมีอันตรายที่เกิดขึ้นจากการทำร้ายที่ผิดกฎหมาย
    • ที่ผู้กระทำอันตรายนั้น ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
    • ผู้ที่อ้างสิทธิ์การป้องกันตัว ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ หรือมีส่วนร่วมในการก่อเหตุอันตรายเหล่านี้
  2. เมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นที่ผิดกฎหมาย และเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นกระชั้นชิด
    เช่นเป็นเหตุการเฉพาะหน้า ขึ้นทันที หากไม่ทำอะไร จะเกิดอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นได้
  3. เป็นการกระทำที่จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นอันตราย
  4. การกระทำนั้นต้องสมควรแก่เหตุ
    เช่น เมื่อคนร้ายถือมีดเดินเข้ามาทำร้าย และมีการต่อสู้กันก่อนที่คนร้ายถูกมีดแทงเสียชีวิต เป็นต้น แต่ในกรณีที่คนร้ายใช้มือเปล่าเข้ามาตบหน้า ก่อนที่เราชักปืนยิง ไม่ถือว่า สมควรแก่เหตุ

ดังนั้นหากสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ขึ้นคือ การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น จะต้องไม่ได้มีการเตรียมการ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า กระชั้นชิด และหากไม่ทำอะไรสักอย่าง จะเกิดอันตรายแก่ตนเองและผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นเพียงการกระทำเพื่อป้องกัน ผู้กระทำได้ใช้วิธี ขั้นตอน หรืออุปกรณ์ที่น้อยที่สุด สมควรแก่เหตุที่เกิดขึ้น นั่นเอง

ตัวอย่างคดีที่ว่าด้วยการป้องกันตัว โดยชอบด้วยกฎหมาย และสมควรแก่เหตุ

ในข้อกฎหมายนั้น มีคดีต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมากในประเด็นของการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีทั้งคดีที่ศาลตัดสินให้ไม่มีความผิด และ มีความผิดเนื่องจากกระทำเกิดกว่าเหตุอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ทีมงาน MThai จะขอยกตัวอย่างมาสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2526

นาย ก. ตั้งวงเดิมสุรากับเพื่อน ก่อนที่นาย ข. มาถึงและเดินไปต่อว่า นาย ก. เรื่องที่ดิน นาย ก. โมโห จึงได้ชกนาย ข. ก่อนชักปืนตบหน้าอีก นาย ข. เห็นท่าไม่ดี จึงวิ่งหนี แต่นาย ก. ได้วิ่งตามและยิงตามหลังไป 1 นัด นาย ข. เห็นท่าไม่ดี จึงได้ชักปืนยิงสวนกลับมา 1 นัด ทำให้ นาย ก. เสียชีวิต

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า นาย ข. หันกลับมายิงนาย ก. เสียชีวิตเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย นาย ข. ไม่มีความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2553

นาย ก. ทะเลาะกับนาย ข. เรื่องที่ดิน ในวันเกิดเหตุ นาย ก. ขับรถไปยังบ้านของ นาย ข. ก่อนที่จะใช้มีดอีโต้ไล่ฟัน นาย ข. ซึ่งนาย ข. ได้หนีขึ้นไปบนบ้าน ปิดล็อกประตูไว้ นาย ก. เห็นว่าทำอะไรไม่ได้ จึงใช้เท้าถีบประตู ก่อนลงมา ขับรถออกไป

นาย ก. ขับรถกลับมาพร้อมปืนลูกซองสั้นเหน็บเอว ก่อนท้ายตะโกน ท้าทายนาย ข.

ศาลฟังได้ว่า นาย ก. ผู้ตายมีเจตนาในการเข้าใช้อาวุธปืนทำร้าย นาย ข. จึงถือเป็นภยันตรายใกล้ตัว แม้ พยานทั้ง 2 ปาก ซึ่งอยู่ใต้ถุนบ้านจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชั้นบน แต่ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามและได้ยินเสียง นาย ข. ร้องให้ช่วยก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น

อันแสดงว่าเมื่อนาย ก. ขึ้นไปพบนาย ข. แล้วมีการต่อสู้กัน นาย ข. จึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายของนาย ก. ได้

การที่นาย ข. ยิงปืน 2 นัด แต่ลูกกระสุนปืนถูกนาย ก. เพียงนัดเดียว เมื่อนาย ก. ถูกยิงแล้วนาย ข. ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงนาย ก. อีก จึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 68

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2285/2528

นาย ก. ไปพบนาย ข. เพื่อเจรจาขอแบ่งวัวจากนาย ข. แต่ตกลงกันไม่ได้ นาย ข. จึงชวนนาย ก. ไปตกลงกันที่บ้านผู้ใหญ่หรือกำนัน แต่นาย ก. ไม่ยอม ชักปืนออกจากเอว นาย ข.ย่อมเข้าใจว่านาย ก. จะใช้ปืนนั้นยิง นาย ข.อันเป็น ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็น ภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่ นาย ข.ใช้ปืนยิงนาย ก. ไป 1 นัด และนาย ก. ถึงแก่ความตายจึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุการกระทำของ นาย ข. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนาย ข.ไม่มีความผิด

ตัวอย่างคดีที่ถือเป็นการป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ 

แม้ว่า ในการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่หลายกรณีก็ถือว่า เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และมีความผิดด้วย เช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1830/2493

สามีและภรรยาทะเลาะกัน สามีเกิดบันดาลโทสะ ใช้มีดฟันภรรยา ทำให้ภรรยาร้องให้ชู้ช่วย ชู้จึงเข้าช่วยโดยเอามีดฟันศีรษะสามี 3 ครั้งต่อเนื่องโดยไม่ยั้งมือ ทำให้สามีเสียชีวิต โดยไม่ปรากฏว่าการฟันครั้งที่ 2-3 นั้น สามียังทำร้ายภรรยาอยู่ต่อหรือไม่ เช่นนี้ ถือว่า การกระทำของชู้เป็นการป้องกันภรรยา แต่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2553

นาย ก. ได้เข้าไปลวนลาม ฉุดนางสาว ข. แต่มารดานางสาว ข. ดึงตัวไว้ได้ นาย ก. จึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของนาย ก. ได้หมดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 68 ที่บัญญัติให้การกระทำโดยป้องกันจะต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง

อย่างไรก็ดี การที่นาย ก. เข้าไปลวนลาม นางสาว ข. บุตรสาวของนาย ค. ถึงบ้าน เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและนาย ค. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในแทบจะทันใดหลังจากถูกข่มแหงการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  501/2555

นาย ก. ใช้ไม้เท้าตี และทำร้ายนาย ข. จนล้มลง นาย ข. จึงได้ใช้มีดแทงนาย ก. 3 แผล นาย ก. เสียชีวิต ฟังได้ว่า นาย ข. มีเจตนาฆ่า มิใช่มีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น เมื่อการกระทำของนาย ข. เกิดจากการที่ถูกนาย ก. ใช้ไม้เท้าตีทำร้ายก่อน ซึ่งเป็นภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายและใกล้จะถึงโดยนาย กข. มิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น นาย ข. จึงมีเหตุจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่การที่นาย ข. ใช้มีดของกลางแทงนาย ก. ไปโดยแรงหลายครั้งทั้งๆ ที่นาย ก. มีสภาพร่างกายพิการเดินไม่สะดวกและมีเพียงได้เท้าที่ใช้ค้ำยันร่างกายเป็นอาวุธเท่านั้น จึงเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2531

ก่อนเกิดเหตุนาย ก. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จะกลับบ้านระหว่างทางพบนาย ข. ขี่รถจักรยานยนต์ตามมา เมื่อเข้าใกล้กันนาย ข. ได้ทวงหนี้ค่าสุราจากนาย ก.

นาย ก. เรียกให้นาย ข. หยุดรถเพื่อจะใช้เงิน แต่เมื่อเข้ามาจริงๆนาย ก. มีลักษณะโกรธเคืองและพูดว่าต้องสั่งสอนนาย ก. เดินเข้าไปหานาย ข. เพื่อจะทำร้าย ปรากฏว่านาย ก. เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง เตี้ยและอ้วนกว่านาย ข. จึงมีสิทธิป้องกันตัวไม่ให้ถูกทำร้าย แต่การป้องกันตัวของนาย ข. ดังกล่าว นาย ข. ได้ใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงนาย ก. ซึ่งเชื่อว่ามีเพียงมือเปล่าเท่านั้นจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ การกระทำของนาย ข. เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69.

บทสรุปของการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า ในรายละเอียดของข้อกฎหมายนั้น มีรายละเอียดที่ค่อนข้างชัดเจน ในประเด็นต่างๆ พอสมควร ดังนั้นในคดีเจ้าบ้านล็อกคอโจรเสียชีวิตในเหตุนี้ คงต้องดูกันต่อกันต่อไปว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ศาลจะตัดสินอย่างไร เป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ในฐานะของประชาชนทั่วไป ควรจะต้องทำอย่างไรหากประสบเหตุ

คำแนะนำสำหรับหลายๆ ท่านในกรณีที่เผื่อประสบเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ ควรตั้งสติ เป็นอย่างแรก แล้วค่อยๆ อยู่เงียบๆ พิจารณาให้ถี่ถ้วนว่า

  1. คนร้ายที่บุกเข้ามานั่น มีกี่คน
  2. มีอาวุธหรือไม่ หากมีอาวุธมาด้วย เป็นอะไรบ้าง
  3. การใช้ปืนนั้น ควรใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ ไม่ควรใช้เพื่อประสงค์ต่อชีวิต ควรใช้เพื่อหยุด / ระงับเหตุเท่านั้น
  4. รักชีวิต อย่าคิดสู้โจร พลาดไปยังไงก็ไม่คุ้ม การตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แจ้งเจ้าหน้าที่ แจ้ง รปภ.หมู่บ้าน เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ในเหตุของการใช้อาวุธในการป้องกันตัวนั้น ควรคิดอย่างรอบคอบ โดยใช้สติ เคสหนึ่งที่ถือเป็นกรณีที่ดีในประเด็นนี้คือ

> สองผัวเมียถือดาบปล้นร้านปืน เจอยิงสวนบาดเจ็บ

ในคดีนี้ คนร้าย 2 คนใช้มีดดาบซามูไร บุกเข้าในร้าน ก่อนขู่และฟันพนักงานในร้าน ท้ายที่สุดโดนยิงได้รับบาดเจ็บ โดยจุดที่โดนยิงนั้น เป็นบริเวณขาซ้าย

ซึ่งจะเห็นได้ว่า พนักงานประจำร้านปืนนั้น ค่อนข้างมีสติ แม้ว่า ตนเองมีปืน แต่ก็ไม่ได้นำมาใช้ตั้งแต่เริ่มต้น รอจนกระทั่งโดนฟันเฉี่ยวไป จึงได้ยิงสวนออกไป ในบริเวณขา ของคนร้าย เพื่อหยุด-ระงับเหตุนั่นเอง

ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้ว “สติ” จะเป็นตัวช่วยหลัก ที่จะทำให้เราผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องมีเหตุเหล่านี้ พึงระลึกไว้ว่า “ป้องกันตัวเอง ผู้อื่น หรือทรัพย์สิน” นั้นสามารถทำได้ตามสมควรแก่เหตุ