ความสัมพันธ์สหรัฐและอิหร่าน ดร.มาโนชญ์ อารีย์ นิวเคลียร์ สหรัฐฯ อิหร่าน

สหรัฐ-อิหร่าน ขัดแย้งกันเรื่องอะไร ? สรุปให้เข้าใจได้ ในคลิกเดียว !!

Home / สกู๊ปข่าว / สหรัฐ-อิหร่าน ขัดแย้งกันเรื่องอะไร ? สรุปให้เข้าใจได้ ในคลิกเดียว !!

ประเด็นน่าสนใจ

  • ในขณะนี้สหรัฐฯ และอิหร่านมีความขัดแย้งกันอย่างหนัก โดยสถานการณ์ความขัดแย้งนี้รุนแรง จนมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
  • นอกจากสหรัฐและอิหร่านแล้ว ยังมีตัวแสดงที่สำคัญในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และเป็นปรปักษ์กับอิหร่านนั่นก็คือ ‘ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล’
  • ย้อนหลับไปในสมัยก่อน สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดี และใกล้ชิดกับอิหร่านมาก โดยสหรัฐเป็นผู้บุกเบิกให้อิหร่านพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ โดยครั้งนั้นสหรัฐฯ สนับสนุนอิหร่าน เพราะต้องการต่อต้านอำนาจของโซเวียต

 

บทความโดย….ดร.มาโนชญ์ อารีย์

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านดูเหมือนจะไม่จบลงง่าย ๆ และจะยิ่งยกระดับความร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทั่วโลกเริ่มตื่นกลัวว่าชนวนความขัดแย้งนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หรืออาจจะยกระดับกลายเป็นสงครามในอีกไม่ช้า หลังเมื่อเย็นวันพฤหัสบดี ที่ 20 มิ.ย (ตามเวลาท้องถิ่น) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่าน 3 แห่งเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงโดรนสอดแนมของสหรัฐ ฯ รุ่น RQ-4A Global Hawk ตกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าทรัมป์จะยกเลิกคำสั่งนี้เพียง 10 นาทีก่อนเริ่มปฏิบัติการ แต่ก็สร้างความกังวลต่อผู้คนทั่วโลกไม่น้อย

 

ดร.มาโนชญ์ อารีย์

จากความขัดแย้งดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีความขัดแย้งกันมานานหลายทศวรรษแล้ว แม้จะไม่เคยเปิดสงครามกันโดยตรง แต่ความไม่ลงรอยของ 2 ประเทศนั้นก็ดูจะไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ ทั้งความขัดแย้งครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้

ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อะไรคือปัญหาใหญ่ ? ทั้งสองประเทศขัดแย้งกันในเรื่องใด วันนี้ทีมข่าว Mthai News ได้รับเกียรติ์จากดร.มาโนชญ์ อารีย์ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและการก่อการร้าย มาไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับความขัดแย้งของสหรัฐฯและอิหร่าน ที่มีความเกี่ยวโยงไปถึงหลายประเทศ หลายมิติ  ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

จากมิตร กลายเป็นศัตรู ?

ในอดีตสหรัฐอเมริกา มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอิหร่านมาก เรียกได้ว่าอิหร่านเป็นพันธมิตรคนสำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนกระทั่งมีการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

ย้อนกลับไปในปี 1953 สหรัฐฯ ได้เข้าไปสนับสนุนการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่นำโดยนายโมฮัมหมัด โมซาเดกห์เนื่องจากเขาดำเนินนโยบายหลายอย่าง ที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตก หลังจากนั้นสหรัฐฯ ได้สนับสนุนพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ให้ขึ้นมามีอำนาจ หลังจากนั้น อิหร่านและสหรัฐฯ จึงมีความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในยุคนั้นสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ริเริ่มโครงการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติให้กับอิหร่าน พร้อมกับอิสราเอลและปากีสถาน โดยสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมาตั้งแต่ต้น

ภาพของรูฮุลลอฮ์ โคมัยนีอดีตผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน

แม้จะดูว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์อันดี แต่กลับมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านแตกคอกัน ซึ่งสาเหตุเริ่มต้นจากในปี 1979 ที่มีการปฏิวัติอิหร่านได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน จากระบบกษัตริย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

เนื่องด้วยอิหร่านเป็นชาติมุสลิมชีอะฮ์ ที่ต้องการส่งออกแนวคิดการปฏิวัติอิสลาม ไปยังโลกอาหรับอื่น ๆ ทำให้ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นระบอบกษัตริย์และเป็นมุสลิมนิกายซุนนี เกิดความรู้สึกว่าอิหร่าน เป็นภัยคุกคามของประเทศทำให้เกิดปัญหาระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่านขึ้น

หลังจากการปฏิวัติในปี 1979 ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า ‘การปฏิวัติอิสลาม’ รัฐบาลอิหร่านที่มีรูฮุลลอฮ์ โคมัยนี เป็นผู้นำสูงสุดในขณะนั้น ได้ยึดสัมปทานน้ำมันและกิจการต่างๆ ที่มีสหรัฐเป็นผู้ควบคุมอยู่มาเป็นของตัวเอง ส่งผลให้สหรัฐฯ เกิดความไม่พอใจและมีปัญหากับอิหร่านมาจนถึงทุกวันนี้

ข้อตกลงนิวเคลียร์

ในยุคของนายบารัค โอบามา รัสเซียเข้ามามีบทบาทในตะวันออกกลางมากยิ่งขึ้น รวมถึงรัสเซียยังให้การสนับสนุนของอิหร่าน ขณะนั้น สหรัฐฯ ที่มีนายบารัค โอบามาเป็นประธานาธิบดี มีท่าทีที่ประนีประนอมและมองว่าไม่มีวิธีไหนที่จะดีกว่าการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพราะกลัวว่า จะไม่สามารถยับยั้งการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านได้ ขณะที่อิหร่านที่ถูกคว่ำบาทมานาน และมีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จึงเห็นด้วยว่าจะต้องทำข้อตกลงนิวเคลียร์ขึ้นเพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

นายบารัค โอบามา

จากการเห็นพ้องต้องกันทำให้ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2015 ชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ ประกอบด้วย สมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐฯ ที่นำโดยนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯในขณะนั้น ร่วมกับอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และเยอรมนี ทำข้อตกลงนิวเคลียร์ร่วมกับอิหร่าน

โดยข้อตกลงนี้ ระบุว่าอิหร่านจะไม่สามารถเสริมสร้างแร่ยูเรเนียมเกินระดับ 300 กิโลกรัม (แร่ชนิดนี้สามารถเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้) นอกจากนี้ในสัญญายังระบุห้ามไม่ให้อิหร่านใช้อาวุธนิวเคลียร์ เป็นเวลา 15 ปี เพื่อแลกกับการที่ทางสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

แต่เนื่องด้วยมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในยุคที่นายบารัค โอบามา เป็นผู้นำสหรัฐฯ หลังจากสงครามอิรักในปี 2003 เป็นต้นมา เกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง ทำให้โครงสร้างอำนาจในตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลง ทำให้อิหร่านมีอิทธิพลขึ้นมาสามารถขยายอิทธิพลเข้าไปในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ผ่านรัฐบาลที่เป็นพันธมิตรรวมถึงกองกำลังติดอาวุธที่มีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั้ง เยเมน อิรัก ซีเรีย เลบานอน 

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ซาอุดิอาระเบียและอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกามีความกังวลเป็นอย่างมาก ว่ากลุ่ม Political อิสลาม มีแนวโน้มว่าจับมือกับอิหร่าน และจะยิ่งทำให้อิหร่านมีอิทธิพลมากขึ้นไปอีก และทำให้ตนมีอิทธิพลน้อยลง

พิธีฮัญจ์

สหรัฐฯ – อิสราเอล – ซาอุดีอาระเบีย

  • ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลต่างเป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐ และเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิหร่าน
  • ซาอุดีอาระเบีย กับอิหร่านอยู่คนละขั้วกันมาตั้งแต่การปฏิวัติ 1979 ทั้งสองประเทศมีจุดยืนทางการเมืองตรงข้ามกัน โดยมีชนวนมาจากการปะทะกันในพิธีฮัญจ์ และคดีฆาตกรรมทูตซาอุดิอาระเบียในต่างประเทศ ที่ซาอุฯ กล่าวหาว่าอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นต้น
  • อิสราเอล ขัดแย้งกับอิหร่านเนื่องจากอิหร่านสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ให้ต่อสู้กับอิสราเอล ทำให้อิสราเอลจึงไม่พอใจอิหร่าน ทั้งอิหร่านยังมีแสงยานุภาพที่สูง ในขณะที่อิสราเอลถึงแม้จะมีนิวเคลียร์แต่ก็เป็นประเทศเล็กๆแต่อิหร่านสะสมขีปนาวุธไว้เยอะ ต่อให้มีระบบป้องกันยังไงก็อาจจะเอาไม่อยู่หากมีการโจมตีกันขึ้น

ซาอุดิอาระเบีย และอิสราเอล ซึ่งพันธมิตรสหรัฐฯ นั้นเป็นตัวแปรที่สำคัญที่มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และอิหร่านตึงเครียดขึ้น มิติหนึ่งคือซาอุดีอาระเบียต้องการดำรงรักษาสถานะเดิม ไม่ต้องการให้โครงสร้างอำนาจในตะวันออกกลางเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากตัวเองมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

 

จากการที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงร่วมกับอิหร่าน  ทำให้อิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก และเกิดความไม่พอใจนายบารัค โอบามา เพราะซาอุดิอาระเบียและอิสราเอลต่างต้องการสกัดกั้นอิหร่านทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

ทั้งนี้หลังจากทำข้อตกลงนิวเคลียร์แล้ว อิหร่านจะสามารถค้าขายกับประเทศอื่นได้ และมีรายได้จากการขายน้ำมัน รวมถึงอิหร่านจะได้ทรัพย์สินที่ถูกยึดอยู่ในสหรัฐอเมริกาคืน เพราะฉะนั้นอิหร่านจะยิ่งมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น

นอกจากนี้อิสราเอลมองว่าข้อตกลงที่โอบามา ทำร่วมกับอิหร่านมีช่องโหว่ เพราะไม่สามารถที่จะหยุดยั้งให้อิหร่านหยุดพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารได้เพราะอิหร่านจะยังสามารถพัฒนาขีปนาวุธในขอบเขตอื่น ๆ นอกเหนือจากในข้อตกลง ทั้งอิหร่านจะสามารถซื้อระบบป้องกันทางทหารจากรัสเซียได้ รวมถึงยังสามารถขยายอิทธิพลไปในประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ได้ รวมถึงในด้านเศรษฐกิจอิหร่านก็จะสามารถพัฒนามากขึ้นอีกด้วย 

ทรัมป์ กับความขัดแย้งกับอิหร่านระลอกใหม่

หลังจากที่นายบารัค โอบามา ลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ และได้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแทน เนื่องด้วยทรัมป์เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอิสราเอลอย่างมาก ถึงขั้นเคยประกาศชัดว่าจะให้การสนับสนุนอิสราเอล  

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยวิจารณ์นโยบายของนายบารัค โอบามา ที่มีต่ออิหร่าน ทำให้หลังจากนั้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ หาเรื่องฉีกสัญญาข้อตกลงกับอิหร่าน โดยอ้างว่ามีข้อมูลที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ และยังคงแอบสะสมแร่ยูเรเนียม รวมถึงพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อยู่ โดยสหรัฐฯ ได้หลักฐานบางส่วนมาจากอิสราเอล

ประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อลงโทษอิหร่านหลังจากที่เขาประกาศการตัดสินใจถอนสหรัฐอเมริกาจากข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่นายโอบามาทำไว้กับอิหร่านเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ฝั่งอิหร่านและชาติอื่น ๆ ยังคงอยู่ในข้อตกลง ซึ่งหลังจากที่สหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนี้ไป ก็ได้เดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเต็มสูบ โดยไม่ให้อิหร่านสามารถค้าขายหรือส่งออกสินค้าต่าง ๆ รวมถึงน้ำมันไปยังประเทศอื่น พร้อมทั้งประกาศจะลงโทษประเทศหรือบริษัทที่ค้าขายกับอิหร่านด้วย ทำให้สถานการณ์ระหว่างทั้งสองประเทศ กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

อิหร่านตอบโต้อย่างไร ?

หลังจากที่อิหร่านที่มีความกดดันจากการถูกคว่ำบาตร อิหร่านจึงตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่ง ลำเลียงน้ำมันไปขายทางเรือ ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้กับอ่าวเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงใต้ เป็นจุดที่เรือขนส่งต่าง ๆ ต้องใช้สัญจรผ่านไปสู่มหาสมุทรอินเดีย และภูมิภาคอื่นๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเทศที่ขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบแห่งนี้ประกอบไปด้วย ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาเรน และคูเวต ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันและส่งออกไปขายยังประเทศต่าง ๆ ถ้าหากอิหร่านปิดช่องแคบแห่งนี้ ก็จะหมายความว่า ประเทศอื่น ๆ จะไม่สามารถขนส่งน้ำมันไปขายยังประเทศต่าง ๆ ได้ 

ด้วยเหตุนี้เองทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด อิหร่านพยายามเรียกร้องไปที่ประเทศฝั่งยุโรป ที่ร่วมลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์  ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องผลประโยชน์ของอิหร่าน ไม่เช่นนั้นอิหร่านจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงบางส่วน 

ภาพถ่ายโรงงานผลิตเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในอิหร่าน

ขึ้นบัญชีก่อการร้าย

เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2562 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ  ประกาศว่า สหรัฐได้กำหนดให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (ไออาร์จีซี) ซึ่งเป็นกองกำลังทหารขั้นสูงในสังกัดกองทัพอิหร่าน มีทั้งที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ในอิหร่านและในต่างประเทศเป็นองค์กรที่มีความสำคัญและมีอิทธิพล รวมถึงขึ้นตรงกับผู้นำสูงสุดของอิหร่านเป็น “องค์กรก่อการร้ายในต่างแดน”  

โดยฝั่งอิหร่านได้ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยมาตรการเดียวกัน คือการขึ้นบัญชีกองบัญชาการกลางของสหรัฐ (CENTCOM)   ให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย หลังจากนั้นเพียง ไม่นานสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 และขีปนาวุธแพทริออต ไปยังตะวันออกกลาง ทั้งยังมีข่าวว่าสหรัฐฯ เตรียมจะส่งทหารเข้าไป 100,000 นาย แต่ในความเป็นจริง กลับส่งทหารเข้าไปเพียง 1,500 นายเท่านั้นโดยที่สหรัฐฯ อ้างว่ามีข้อมูลข่าวกรองที่เชื่อถือได้ว่าอิหร่าน กำลังมีแผนโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง รวมทั้งจะคุกคามพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาค 

เหตุการณ์ยิงเรือน้ำมันในอ่าวโอมาน

เรียงเหตุการณ์ที่มีความเกี่ยวโยงกับความขัดแย้งของสหรัฐ – อิหร่าน

  • 12 พ.ค. 2562 : เรือบรรทุกน้ำมันดิบของซาอุฯ 2 ลำถูกก่อวินาศกรรมโจมตี นอกชายฝั่งเมืองท่าในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • 20 มิ.ย. 2562 : กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านยิงโดรนสอดแนมของสหรัฐตก เนื่องจากโดรนลำนี้ “ละเมิดน่านฟ้าและมีพฤติกรรมสอดแนม”ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่า “อิหร่านทำพลาดครั้งใหญ่ซะแล้ว!”
  • 21 มิ.ย. 2562 : นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้มีการแถลงถึงกรณีดังกล่าวแล้ว โดยเขายอมรับว่าโดรนของกองทัพสหรัฐถูกยิงตกจริงนอกจากนี้ในวันดังกล่าว โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่าได้อนุมัติปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงโดรนของกองทัพสหรัฐฯ ตก แต่สั่งยกเลิกในนาทีสุดท้าย โดยอ้างหากปฏิบัติการนี้เกิดขึ้น จะมีผู้เสียชีวิตจำนวน 150 คน

สงครามน้ำลาย !!

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ยื่นยาสั่ง อิหร่าน ‘อ่อนแอจากภายใน โดดเดี่ยวจากภายนอก’ !!

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน นั้นเป็นไปได้ว่าสหรัฐอเมริกาต้องการให้อิหร่านอ่อนแอจากภายในและถูกโดดเดี่ยวจากภายนอกเห็นได้จากหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ ที่ดับฝันอิหร่านให้ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ซึ่งการถอนตัวจากข้อตกลงและการคว่ำบาตรระดับสูงสุดต่ออิหร่าน ไม่ให้อิหร่านค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ได้เท่ากับเป็นการขีดเส้นให้อิหร่านเดิน 2 ทางเท่านั้น คือ

  • ทางที่ 1 สหรัฐฯต้องการให้อิหร่านอยู่ในข้อตกลงต่อไปร่วมกับประเทศอื่นในกลุ่ม P5+1 (ยกเว้นสหรัฐฯ) ซึ่งหมายความว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในขณะเดียวกัน อิหร่านจะยังคงถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจดังเดิม รวมถึงประเทศใน P5+1 ที่แม้จะไม่ถอนตัวจากข้อตกลงฯ ตามสหรัฐฯ แต่ก็ไม่อาจดำเนินการค้าขายกับอิหร่านได้เพราะจะโดนสหรัฐฯ ลงโทษทางเศรษกิจไปด้วย ซึ่งในข้อนี้ทำให้อยู่อิหร่าน เกิดความเสียเปรียบ เพราะยังคงถูกจำกัดการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ตามเงื่อนไขของข้อตกลง และยังต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจจากการถูกคว่ำบาตร
  • ทางที่ 2 สหรัฐแม้จะดูกดดันอิหร่านอย่างหนัก แต่ในบางทีสหรัฐฯ ก็แสดงท่าทีว่าพร้อมจะเจรจากับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ วางเงื่อนไขว่า อิหร่านต้องถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่มำไว้ เพราะสหรัฐฯ คงไม่กลับมาร่วมข้อตกลงนี้แล้ว และมาทำข้อตกลงกันใหม่ รวมถึงหยุดคุกคามซาอุดิอาระเบียและอิสราเอล ซึ่งข้อนี้อาจจะทำให้อิหร่านถูกนานาประเทศกดดันอย่างหนักและถูกคว่ำบาตรทันที
เจ้าหน้าที่ในหน่วยผลิตแร่ยูเรเนียมในประเทศอิหร่าน (ภาพปี 2548)

โดยอิหร่านเลือกที่จะออกจากข้อตกลงบางส่วนเพื่อไปพัฒนานิวเคลียร์หรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อที่จะสร้างแรงกดดันให้นานาประเทศ และสร้างความกังวลว่าอิหร่านจะพัฒนานิวเคลียร์ขึ้นมา เพื่อบีบให้สหรัฐอเมริกากลับเข้าสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าอิหร่านจะเลือกทางที่สหรัฐฯเลือกให้ทางใด อิหร่านก็ต้องเผชิญกับสภาะวะอ่อนแอจากภายในและโดดเดี่ยวจากภายนอก หรือการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจรวมถึงโดดเดี่ยวทางด้านทหารและความมั่นคง โเห็นได้จากการขึ้นบัญชีกลุ่มกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (ไออาร์จีซี) เป็นกลุ่มก่อการร้าย

ซึ่งทำให้ประเทศที่ประเทศที่มีการร่วมมือทางด้านความมั่นคงกับอิหร่านกลายเป็นผู้ท้าทายสหรัฐอเมริกาโดยตรง ซึ่งจากเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้อิหร่านมีพันธมิตรทางทหาร ยกตัวอย่างจากกรณีที่อิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางทหารกับประเทศเกาหลีเหนือก่อนหน้านี้ แต่หากเกาหลีเหนือต้องการที่จะพูดคุยเจรจากับสหรัฐอเมริกา เกาหลีเหนือจะต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับอิหร่านนั่นเอง

ฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีแห่งอิหร่าน

นอกเหนือปัญหาจากภายนอกแล้ว อิหร่านยังต้องประสบปัญหาความไม่สงบภายใน เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนออกมาประท้วงรัฐบาล เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ย่ำแย่ รวมถึงชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอิหร่าน โดยระบุว่ารัฐบาลอิหร่าน มุ่งเน้นแก้ปัญหาภายนอกประเทศ แต่กลับเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนภายในประเทศ

เรียกได้ว่าเกมนี้ ไม่ว่าอิหร่านจะเลือกทางใด ก็ตกอยู่ในสภาพ ‘ผู้เสียเปรียบ’ ไปเสียทุกทาง

เรียบเรียงเนื้อหาโดย แก้วตา ปานมงคล