อาหรับสปริง ถึง ‘วิกฤตซีเรีย’ สู่ความหวาดหวั่น ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ?

Home / วิเคราะห์เจาะข่าว, สกู๊ปข่าว / อาหรับสปริง ถึง ‘วิกฤตซีเรีย’ สู่ความหวาดหวั่น ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ?

ไฟสงครามในประเทศซีเรียยังคงลุกโชนไม่สิ้นสุด ท่ามกลางซากปรักหักพัง และความบอบช้ำในประเทศที่ดูคล้ายว่าจะยากเกินเยียวยา เบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมือง ที่ฝังรากลึกมานานกว่า 7 ปี ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่า ชะตากรรมของซีเรียในอนาคตจะจบลงเช่นไร

ครั้งหนึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่า หากสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นจริง ไฟสงครามจะเริ่มลุกลามมาจากประเทศ ‘ซีเรีย’ ทั้งนี้จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว ประกอบกับสถานการณ์ล่าสุดที่ชาติพันธมิตรฝั่งตะวันตก ส่งกองกำลังโจมตีทางอากาศในซีเรีย โดยอ้างว่าต้องการทำลายฐานอาวุธเคมีที่ทางการซีเรียใช้ถล่มกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในเมืองดูมา เขตกูตาตะวันออก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย

การโจมตีของชาติตะวันตก 3 ชาติเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับช่วงที่มีข่าวใหญ่ แพร่สะพัดออก กรณีพิธีกรสถานีโทรทัศน์ของทางการรัสเซีย ออกมาประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’

เมื่อมีข่าวใหญ่ที่บ่งชี้ถึงความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจหลายชาติในเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ทั่วโลกเกิดความหวั่นวิตก ว่าอาจจะเกิดความรุนแรงลุกลามไปถึงขั้นใช้กำลังความรุนแรงทางทหาร และบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ในอนาคต

ดร.มาโนชญ์ อารีย์
ดร.มาโนชญ์ อารีย์

 

คอลัมน์‘วิเคราะห์เจาะข่าว’ ได้พูดคุยกับ ‘ดร.มาโนชญ์ อารีย์‘ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและการก่อการร้าย ในประเด็นวิกฤตการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรีย และประเด็นเรื่องความหวั่นวิตกจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่เป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เปิดปม ‘สงครามซีเรีย’ พัฒนาจากอาหรับสปริง ที่ยืดเยื้อมานาน 7 ปี เพราะผลประโยชน์ทางอำนาจที่ซับซ้อน ระหว่างสหรัฐฯและรัสเซีย

ดร.มาโนชญ์ อารีย์เล่าว่า อาหรับสปริง คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลาง ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับในภูมิภาคชาติอื่น ๆ  โดยอาหรับสปริง มีจุดเริ่มต้นจากประเทศตูนิเซียจากนั้น การประท้วงก็ได้เริ่มลุกลาม จนขยายเป็นวงกว้างไปทั่ภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแอฟริกาเหนือ

อาหรับสปริง
เหตุการณ์ ‘อาหรับสปริง’ ที่ประชาชนในตะวันออกกลางหลายประเทศ ลุกฮือขึ้นมาขับไล่ผู้นำของตนเอง

ผลพวงจาก ‘อาหรับสปริง’ พัฒนามาสู่สงครามกลางเมืองใน ‘ซีเรีย’ ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำและกลุ่มต่อต้าน ซึ่งยืดเยื้อมานาน และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่กระนั้นรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาดของซีเรีย กลับสามารถอยู่ในอำนาจมาได้อย่างยาวนาน กว่า 7 ปีหลังเกิดเหตุการณ์ที่เป็นชนวน ขณะที่ผู้นำตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย ถูกโค่นล้มโดยประชาชนได้สำเร็จไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำของประเทศเหล่านี้ ไม่มีมหาอำนาจหนุนหลัง หรือมหาอำนาจไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ต่างจากกรณีซีเรียที่มหาอำนาจทั้งสองเข้ามาหนุนหลังฝ่ายของตัวเองอย่างเต็มที่

กรณีความขัดแย้งในซีเรีย ที่ประชาชนพยายามโค้นล้มอำนาจของประธานาธิบดี อัสซาด แต่ฝ่ายรัฐบาลได้รับการหนุนหลังจากรัสเซียมาโดยตลอด เหตุผลหลักเกิดจากซีเรียเป็นพันธมิตรกับรัสเซียมาอย่างยาวนาน และซีเรียยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งที่มีผลประโยชน์กับรัสเซียอย่างมาก นอกจากนี้ สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในตะวันออกกลางทำให้รัสเซียเดินหน้าสนับสนุน ผลักดันให้อัสซาดอยู่ในอำนาจต่อไปอย่างเต็มกำลัง

ชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ของชาติมหาอำนาจใหญ่ สหรัฐฯ-รัสเซีย

ขณะนี้สถานการณ์ร้อนระอุในซีเรีย เป็นวิกฤตที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และมีจุดเริ่มต้นมาจากข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ที่ระบุว่ารัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาดแห่งซีเรีย ใช้อาวุธเคมีโจมตีฝ่ายกบฏในเมืองดูมา ในเขตกูตาตะวันออก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

แม้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่ามีการใช้อาวุธเคมีจริงหรือไม่ เหตุใดรัฐบาลซีเรียที่กำลังจะยึดคืนอำนาจจากฝ่ายกบฏได้สำเร็จเบ็จเสร็จ และยึดคืนพื้นที่คืนมาได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์  รวมถึงกำลังจะประกาศชัยชนะในประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ถึงเลือกใช้อาวุธเคมีในการโจมตีประชาชนตนเอง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศ ทำให้สหรัฐฯ มีข้ออ้างที่จะเข้ามาแทรกแซงในซีเรียได้อีก ?

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสที่เข้าปฎิบัติการทางทหารไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภา ทำให้รัสเซียมองว่าปฏิบัติการของตะวันตกและสหรัฐอเมริกามีเจตนาที่ต้องการจะขัดขวางการเข้าไปทำหน้าที่ขององค์การ OPCW หรือ องค์การห้ามอาวุธเคมี ที่เตรียมเข้าไปตรวจสอบการใช้อาวุธเคมี เพื่อยับยั้งการเปิดเผยความจริงทั้งนี้ข้อมูลทางฝั่งตะวันตกต่างกันไป ระบุว่าซีเรียขัดขวางการเข้าไปทำหน้าที่ขององค์กรนี้ ซึ่งมีความขัดแย้งในเรื่องข้อมูลระหว่าง 2 ฝ่าย

เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่เพียงการต่อสู้กันในด้านกำลังทางทหารเท่านั้น แต่ทั้ง 2 ฝั่ง ยังต่อสู้กันด้วย ‘สงครามข้อมูลข่าวสาร’ ด้วย

รัสเซีย และสหรัฐฯ ช่วงชิงชัยชนะในซีเรียเพราะเหตุใด ?

ดร.มาโนชญ์ อารีย์ กล่าวถึงประเด็นเรื่องการช่วงชิงอำนาจในซีเรียระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียว่า เป็นการช่วงชิง ค้ำจุนอำนาจใน ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ  และชาติตะวันตกได้ลงทุนลงแรงทุ่มเทเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีอัสซาดมาตลอด 7 ปี ขณะที่รัสเซียไม่ยอมวางมือจากซีเรียก็เพราะว่าไม่ต้องการให้สหรัฐฯ สามารถโค่นล้มประธานาธิบดีซีเรียได้

นอกเหนือจากนี้ หากสหรัฐฯ พ่ายแพ้รัสเซียในการแย่งอำนาจในซีเรีย ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯในตะวันออกกลางอาทิเช่นซาอุดิอาระเบีย อิสราเอล และอีกหลายหลายประเทศอาจจะเสียความมั่นใจในตัวสหรัฐอเมริกา และอาจจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับรัฐเซียว่า รัสเซียทุ่มเทสนับสนุนซีเรียอย่างเต็มตัว ทั้งเอากองทัพเข้ามา ในขณะที่สหรัฐฯ ยังให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียผ่านตัวแทนเท่านั้น จึงเกิดการเปรียบเทียบกันได้ว่าบทบาทของรัสเซียที่เข้ามาช่วยซีเรียกับบทบาทของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาสนับสนุนพันธมิตรของตัวเองยังแตกต่างกันมาก

ด้วยเหตุที่สหรัฐฯ ไม่สามารถยอมรับสถานะ ‘พ่ายแพ้’ ในสมรภูมิการช่วงชิงอำนาจในซีเรียได้ ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้ ได้ประกาศว่าจะถอนตัวออกจากซีเรีย แต่คราวนี้สหรัฐฯ กลับไม่ยอมวางมือง่าย ๆ เพราะความขัดแย้งที่สะสม และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่เรื่องราวระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียเท่านั้น แต่ยังมีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และชาติพันธมิตรในยุโรปอย่าอังกฤษและฝรั่งเศสที่เข้ามาเกี่ยวโยง  ซึ่งหากสหรัฐฯยอมแพ้ ความพ่ายแพ้นั้นจะนำมาสู่ผลประโยชน์ของอเมริกาที่ลดน้อยลงไป

อังกฤษ ฝรั่งเศส พันธมิตร (ไม่) แท้ ของ ‘สหรัฐอเมริกา’

อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าจับตามอง กรณีความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย กับ อังกฤษและฝรั่งเศส ที่แม้จะเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ แต่ก็ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรพลังงานจากรัสเซียเป็นหลัก  ทำให้แม้อเมริกาจะต้องการให้อังกฤษ ฝรั่งเศสรวมถึงประเทศอื่น ๆ คว่ำบาตรรัสเซีย  แต่ไม่สามารถทำได้เพราะประเทศเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอยู่

ทั้งนี้หากสมรภูมิความขัดแย้งในซีเรีย จบลงที่ชัยชนะของฝ่ายสหรัฐฯ อาจจะนำไปสู่โครงการวางท่อก๊าซจากซีเรียไปตุรกีแล้วก็ไปเข้าในยุโรป เพื่อที่จะให้ชาติตะวันตก ลดการพึ่งพิงพลังงานจากรัสเซียของยุโรป เมื่อนั้นเองรัสเซียจะสูญเสียอำนาจต่อรองกับยุโรป และอาจถูกคว่ำบาตรได้ง่าย ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้รัสเซียเอง ก็ยอมแพ้ในสมรภูมินี้ไม่ได้เช่นกัน

 

 

สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ใช้ปฏิบัติการทางทหาร แทรกแซงต่างชาติ เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาภายในของตนเอง ?

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือในตอนนี้ สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส อาจใช้วิธีแทรกแซงความขัดแย้งในต่างประเทศ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประชาชนในประเทศตนเอง จากปัญหาภายในให้ไปให้ความสนใจประเด็นร้อนแรงในต่างประเทศแทน

รัฐบาลอังกฤษกำลังประสบปัญหาภายในประเทศอยู่ไม่น้อย หลังจากที่มีกรณีเรื่องการสังหารสายลับรัสเซีย จนกระทั่งทางการอังกฤษเริ่มถูกตั้งคำถามว่าอะไรคือหลักฐานหรือข้อเท็จจริงกันแน่

เอ็มมานูเอล มาครง
ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส

ส่วนทางฝั่งของฝรั่งเศส ที่นำโดยเอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งมาสักพัก แต่ประชาชนก็ยังไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันของนายมาครง ดังนั้นการมีบทบาทในต่างประเทศก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นหนึ่งของนาย มาครงเช่นกัน

ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังเจอมรสุม เพราะกำลังถูกตั้งข้อสังเกตในเรื่องความสัมพันธ์ กับรัสเซียในศึกการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หนังสือที่วิจารณ์ทรัมป์ที่กำลังจะวางขาย จึงเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ กำลังใช้วิธีในการเบี่ยงประเด็นให้เป็นเรื่องภายนอกประเทศแทนปัญหาเหล่านี้

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ 
นายโดนัลด์ ทรัมป์

 

ตัวกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในซีเรีย  

เมื่อถามถึงประเด็นเรื่องที่จะมีองค์กรไหนเข้ามาไกล่เกลี่ยหรือแก้ไขสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งของ 2 ชาติมหาอำนาจอย่าง รัสเซียและสหรัฐฯ  กล่าวได้ว่า คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แก้ไขข้อพิพาทระหว่างมหาอำนาจ หรือถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาข้อพิพาทของคู่ขัดแย้งที่เป็นมหาอำนาจเพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็จะใช้สิทธิ์ใน ‘วีโต’ (การยับยั้ง) ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ชาติมหาอำนาจได้ไม่มากนักและไม่สามารถคลี่คลายปัญหาที่เกิดได้  ขณะที่องค์การเหล่านี้ออกแบบมาเพียงเพื่อถ่วงดุลชาติมหาอำนาจระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นกลไกของเวทีโลกใหญ่ ๆ  แทบจะไม่สามารถใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ได้เลย

วลาดิเมียร์ ปูติน , บาชาร์ อัล-อัสซาด

 

สงครามโลก  ‘สงครามการค้า’ การช่วงชิงทาง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’

สิ่งที่น่าจับตามองว่าสงครามที่จะเกิดขึ้นนั้น จะมาในรูปแบบ ‘สงครามการค้าโลก’ ที่จะเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐและจีนซึ่งน่าจะตามอง โดยล่าสุดมีการส่งสัญญาณการค้าของทั้งสองฝ่ายขึ้น ขณะที่สหรัฐฯและรัสเซียจะยังคงเป็นการแข่งขันในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อช่วงชิงอิทธิพลพื้นที่ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงการหาพันธมิตรของตัวเองให้มากขึ้น

 ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ 

ในมุมของนักวิเคราะห์หลายคน ให้ความเห็นว่าสหรัฐฯ ไม่เคยเข้าสู่สงครามที่ตนเองต้องอยู่ในภาวะ ‘เสี่ยง’ ในทางตรงกันข้ามหากสหรัฐฯ ตัดสินใจจะเข้าสู่สงคราม จะต้องผ่านการประเมินแล้วว่า ตนจะต้องได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน รวมถึงไม่มีประเทศที่ 3 เข้ามาช่วยฝั่งศัตรู และที่สำคัญสหรัฐฯต้องสามารถเผด็จศึกได้ในเวลาอันรวดเร็ว  โดยที่อเมริกาจะต้องไม่เกิดความสูญเสียมาก เพราะฉะนั้น ‘มหาอำนาจ’ มักจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางกำลังทหารให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว

ทั้งนี้แม้ความขัดแย้งในซีเรียที่สหรัฐและรัสเซียต่างฝ่ายต่างไม่สามารถพ่ายแพ้ได้ จึงทำให้สถานการณ์ยื้อเยื้อยาวนาน แต่ทั้ง 2 ฝ่าย ย่อมต้องตระหนักได้ว่าอาจเดินมาถึงจุดที่อันตราย และจะพากันลงเหวกันทั้งคู่ เมื่อถึงจุดนั้นทั้งคู่จะหันหน้าเข้ามาพูดคุย หรือเจรจากันเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะไม่ต้องการสูญเสียด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย

ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่า สิ่งที่น่าจับตามองคือ ความขัดแย้งในซีเรียมีพัฒนาการในตัวเอง ซึ่งในซีเรียมีจุดเริ่มต้นจากสงครามกลางเมือง และพัฒนามาเป็นสงครามตัวแทน หากไม่มีการแก้ไข อาจจะขยับขึ้นมาเป็น ‘สงครามในภูมิภาค’ เพราะมีคู่ขัดแย้งหลายประเทศและแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน

มหาอำนาจมีการใช้ประเทศในภูมิภาคเป็นตัวแทนของตัวเองในสมรภูมิต่างๆ ที่น่าจับตามองจากนี้ไปก็คือ ประเทศคู่ขัดแย้งอาจจะยกระดับมาเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรง โดยชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย อาจมีทางหนีทีไล่ หรือออกไปจากพื้นที่ความขัดแย้ง ก่อนจะเกิดการสู้รบขึ้นด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม สงครามที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เพราะมีฝ่ายฝ่ายหนึ่งที่ได้ผลประโยชน์ หากทุกฝ่ายเสียประโยชน์ สงครามไม่อาจจะเกิดขึ้น เพราะจะต้องมีการประเมินแล้วว่าทุกฝ่ายได้รับผลเสียทั้งหมด แต่หากถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์สงครามอาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกับต่อไป ส่วนประเด็นของสงครามโลกโดยเฉพาะสงครามโลกในแบบเก่าเก่าที่เราเคยเห็นในโลกยุคปัจจุบันค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะปัจจุบันมีปัจจัยและความเชื่อมโยงกันที่ซับซ้อน ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ มาเป็นตัวแปร

 

 

 

จากบทสัมภาษณ์..ดร.มาโนชญ์ อารีย์

เรื่องโดย…แก้วตา ปานมงคล