พินาศ ! ไอเอส ทำลายวัดคริสต์ เก่าแก่ที่สุดในอิรัก อายุ 1,400 ปี

Home / ข่าวต่างประเทศ / พินาศ ! ไอเอส ทำลายวัดคริสต์ เก่าแก่ที่สุดในอิรัก อายุ 1,400 ปี

‘กลุ่มไอเอส’ ทำลายวัดคริสต์โบราณอายุกว่า 1,400 ปี ในประเทศอิรัก ชาวคริสต์เดือด เป็นการขับไล่ออกจากประเทศทางอ้อม

กลุ่มไอเอส,คริสต์,โบราณสถาน,อิรัก,โบสถ์เก่าแก่

สำนักข่าว ‘เอพี’ เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณ ‘อารามของเซนต์ เอลิยาห์’ วัดคริสต์เก่าแก่ที่สุดในประเทศอิรักอายุกว่า 1,400 ปี ตั้งอยู่บนเนินเขาและแม่น้ำในเมืองโมซูล ซึ่งได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่และนักประวัติศาสตร์ในอิรัก ว่าถูกกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ ‘กลุ่มไอเอส’ ทำลายจนสูญสิ้น ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2014 หรือหลังจากที่กลุ่มไอเอส ยึดครองเมืองดังกล่าวไปได้เพียงไม่นาน

ผู้นำทางศาสนาคริสต์ ระบุว่า นี่เป็นการขับไล่ชาวคริสต์ออกไปจากอิรักในทางอ้อม เพราะอารามของเซนต์ เอลิยาห์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญมากที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง และไม่มีอะไรสามารถทดแทนความสูญเสียของมรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวได้

ทั้งนี้ ‘กลุ่มไอเอส’ มุ่งเป้าโจมตีไปที่ การทำลายสถาปัตยกรรม มรดกทางวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในอิรักและซีเรียไปหลายแหล่ง และหนึ่งในนั้น คือเมือง แพลไมร่า ในซีเรีย ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า อารามของเซนต์ เอลิยาห์ หรือ ‘เดียร์ มาร์ เอลิยา’ อาจจะถูกสร้างขึ้นโดยนักบวชชาวอัสซีเรียในช่วงปี ค.ศ.595 ก่อนจะถูกอ้างความเป็นเจ้าของโดยคริสตจักรคาทอลิกของชาวคาลเดียน ต่อมาจึงกลายเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ในท้องถิ่น ในช่วงวันพุธสุดท้ายของเดือน พ.ย. จะมีชาวคริสต์เป็นจำนวนมากเดินทางมาร่วมงานวัน มาร์ เอลิยา ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายศตวรรษ จนกระทั่ง กองทัพเปอร์เซียยื่นคำขาดให้นักบวชของอารามเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม แต่นักบวชไม่ยินยอมทำให้นักบวชถูกสังหารกว่า 150 ชีวิต

นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า กลุ่มไอเอส ในซีเรีย ได้ทำการปล่อยตัวนักโทษจำนวน 270 คน จากจำนวนกว่า 400 คน ที่พวกเขาลักพาตัวมาจากจังหวัด เดียร์ อัล-ซอร์ ทางตะวันออกของประเทศซีเรีย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาจำต้องปล่อยตัวนักโทษครั้งนี้ ทางรายงานไม่ได้ระบุแต่อย่างใด

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

 

MThai News

ที่มา nytimes