ทำไม? คะแนนความนิยม ฮิลลารี คลินตัน เยอะกว่า!! (แต่ไม่ชนะการเลือกตั้ง)

Home / ข่าวต่างประเทศ, สกู๊ปข่าว / ทำไม? คะแนนความนิยม ฮิลลารี คลินตัน เยอะกว่า!! (แต่ไม่ชนะการเลือกตั้ง)

สิ่งที่ถกเถียงกันในสหรัฐฯ และเป็นเหตุจุดชนวนถึงความไม่พอใจ ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเหนือ ฮิลลารี คลินตัน อีกเหตุผลหนึ่งนั่นคือ วิธีการโหวตเลือกตั้งของสหรัฐฯ จะว่าไปก็ใช้กันมา (และปรับปรุงไปด้วย) กว่า 200 ปีมาแล้ว

gettyimages-613812062-768x511

วิธีการโหวตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้วิธีที่เรียกกันว่า Electoral College คือ การเอาคะแนนจาก ตัวแทน ส.ส. และ ส.ว. นั้น ๆ เป็นหนึ่งคะแนน ที่ชี้ชะตาคะแนนรวม ว่าใครจะได้มากกว่ากัน ซึ่ง จำนวน ส.ว.ในแต่ละรัฐ/มลรัฐ มี 2 คนเท่ากัน แต่ จำนวน ส.ส. จะขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในรัฐแห่งนั้น เช่น รัฐอะแลสกา มีประชากรน้อยมี ส.ส. 1 คน (รวมกับ ส.ว. แล้วมีคะแนน 3 คะแนน) แต่ รัฐแคลิฟอร์เนีย มี ประชากรมาก จึงมี ส.ส. 53 คน (มีคะแนนรวม 55 คะแนน)

ทำให้ทั้งประเทศสหรัฐฯ  มีคะแนนรวม 538 คะแนน (electors) นั่นเป็นสาเหตุที่หน้าจอรายงานผล จึงขีดเส้นว่า คนที่ได้คะแนน 270 คะแนนก่อนคือ ผู้ชนะ (ครึ่งหนึ่งของ 538 คือ 269 ดังนั้น 270 ก็ชนะทันทีด้วยคะแนนเกินครึ่งมาหนึ่งคะแนน)

ในทุก ๆ รัฐ (ยกเว้นรัฐเมน กับ รัฐเนแบรสกา) ใช้วิธี Winner Takes All หมายความว่า ในรัฐนั้น ๆ แม้จะมี การเลือก ส.ว. ส.ส. ขับเคี่ยวสูสีกันมาก็ตาม แต่ใครได้คะแนนเยอะกว่าจะได้ครอบครองคะแนนทั้งหมดไปเลย ตัวอย่างเช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งฮิลลารี คลินตัน ชนะด้วยคะแนน 61.5% เธอได้คะแนน 55 คะแนนไปเลย (คะแนนของทั้งรัฐ)

gettyimages-610599006-768x538

1 .การนับคะแนนแบบชนะยกรัฐนี้ ก็มีข้อถกเถียงกันว่า มันดีกว่าคะแนนความนิยม National Popular Vote (หนึ่งคน หนึ่งเสียง หนึ่งคะแนน) ตรงไหน? สำหรับแบบ คะแนนความนิยม นั้นหวั่นเกรงว่า รัฐใหญ่อย่างเช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย และ นครนิวยอร์ก (ซึ่งเป็นรัฐที่ทันสมัย เจริญกว่ารัฐเล็ก ๆ) จะถ่วงน้ำหนักมากเกินไป (เพราะประชากรเยอะ) แต่แบบ Electoral Vote รัฐจะเล็กขนาดไหนอย่างน้อยก็มี 3 คะแนน เรียกได้ว่า รัฐเล็กก็มีสิทธิ์มีเสียงบ้าง ไม่โดนกลืน รวมทั้งการให้อำนาจแบบรัฐ (republic) ก็ทำให้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการโกงเลือกตั้งถูกจัดการในส่วนของรัฐนั้น ๆ กันเอง

2. วิธีการเลือกตั้งแบบ Electoral Vote นั้น ยังมีจุดเด่นอีกอย่าง (ไม่รู้ว่า ดี หรือไม่ดี) คือ พรรคเล็ก ๆ นอกจาก เดโมแครต และ พรรครีพับลิกัน แทบไม่ได้เกิดเลย เพราะโอกาสยากมากที่จะมีอำนาจพอที่จะชนะรัฐใดทั้งรัฐได้ (แต่ถ้าเอาความนิยมทั้งประเทศละก็ พรรคเล็ก ๆ อาจจะได้คะแนนอยู่บ้าง)

3. การเลือกตั้งแบบ Electoral Vote ทำให้การหาเสียงอาจจะเน้น “กลยุทธ์” ให้ได้เสียงส่วนใหญ่ก็พอ หมายความว่า ถ้าลงทุนหาเสียงในรัฐ ๆ หนึ่งจนมีท่าทีว่า จะได้เสียงข้างมากแล้ว (และน่าจะได้คะแนนกินรวบแล้ว) ไม่ต้องออกหาเสียงจนครบทุก ๆ พื้นที่รัฐนั้นก็ได้

ปัญหาความไม่พอใจจึงเกิดขึ้นเสมอเมื่อผลเลือกตั้งแบบ Electoral College หรือ Electoral vote ไม่ตรงกับ ผลความนิยม ซึ่งในอดีตเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นกับ การเลือกตั้งระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งชนะการเลือกตั้ง เหนือ อัล กอร์ ในปี 2000 แม้ว่า อัล กอร์ จะมีคะแนนความนิยมทั่วประเทศสูงกว่า

gettyimages-619291356-768x502

เช่นเดียวกันกับครั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง เหนือ ฮิลลารี คลินตัน ทั้ง ๆ ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีคะแนนความนิยม 47.5% ในขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน มีคะแนนความนิยม 47.7%

วิธีการที่ใช้กันมากว่าศตวรรษนี้ เคยได้ทำการสำรวจว่า คนอเมริกายังชอบ Electoral College ไหม ซึ่งก็ได้คำตอบว่ามันโอเคนะ และนี่ก็คือ ประชาธิปไตยในแบบ สหรัฐอเมริกา ซึ่งดูเหมือนรอบนี้ คนสหรัฐอเมริกาบางคนขุ่นเคืองอยากจะฉีกกรอบกฎต่าง ๆ ซะงั้น

MThai News

อ้างอิง

https://www.theguardian.com/us-news/2016/nov/09/hillary-clinton-popular-vote-electoral-college-donald-trump

https://en.wikipedia.org/wiki/Electoral_College_(United_States)#Chronological_table

http://www.diffen.com/difference/Electoral_Vote_vs_Popular_Vote