วุฒิสมาชิกเดโมแครตวิจารณ์ ”ทรัมป์” ตั้งที่ปรึกษา

Home / ข่าวต่างประเทศ / วุฒิสมาชิกเดโมแครตวิจารณ์ ”ทรัมป์” ตั้งที่ปรึกษา

วุฒิสมาชิกแฮร์รี่ รีด จากพรรคเดโมแครตวิจารณ์นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น เกี่ยวกับการที่นายทรัมป์เลือกนายสตีเฟ่น แบนนอน มาเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ซึ่งถือเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของนายทรัมป์ โดยเขาเห็นว่าการแต่งตั้งนายแบนนอน ซึ่งเป็นนักปลุกระดมฝ่ายขวา อาจจะทำให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยมผิวขาวขึ้น ดังนั้นหากนายทรัมป์ต้องการเอกภาพในประเทศอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่ควรทำคือยกเลิกการแต่งตั้งนายแบนนอน

พรรคเดโมแครตและกลุ่มที่สนับสนุนเรียกนายแบนนอนว่าเป็นผู้สนับสนุนการเหยียดเชื้อชาติ และเหยียดผู้หญิง และระบุว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะได้รับการยกย่องโดยกลุ่มคลูคลักซ์แคลนซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่อต้านชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ และกลุ่มที่เห็นว่าคนผิวขาวยิ่งใหญ่ที่สุดกลุ่มอื่นๆเท่านั้น

ABRIDGE, PA - OCTOBER 10: Republican candidate for President Donald J Trump speaks to supporters at a rally at Ambridge Area Senior High School on October 10, 2016 in Ambridge, Pennsylvania. Ambridge, Pennsylvania, named after the American Bridge Company, a steel fabricating plant that employed 60,000 workers is a traditionally Democratic stronghold, but is shifting Republican as a shrinking tax base and lost jobs having devastating economic effects on the former industrial community. (Photo by Jeff Swensen/Getty Images)
โดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้นายแบนนอน เป็นอดีตนายธนาคารของโกลด์แมนแซคส์ และบรรณาธิการของเบรตบาร์ตนิวส์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่สนับสนุนแนวคิดขวาจัด

ด้านนายทรัมป์ได้สลับตำแหน่งในคณะทำงานเตรียมการรับช่วงต่อจากรัฐบาลปัจจุบัน หรือ ทรานสิตชั่น ทีม อีกครั้ง โดยได้ตัดผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติและตัวแทนกลุ่มต่อรองผลประโยชน์ที่เรียกว่า ล็อบบี้ยิสต์ ออกจากการเป็นคนในวงในของเขา ขณะที่คาร์ล อิคาห์น นักลงทุนที่เป็นพันธมิตรกับทรัมป์ เปิดเผยว่า รายชื่อผู้ที่คาดว่าจะมาเป็นรัฐมนตรีคลังได้แก่ สตีฟ มนูชิน ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนตัวเก็งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์คือ วิลเบอร์ รอส นักลงทุนมหาเศรษฐี

ขณะที่นายไมค์ โรเจอร์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนจากรัฐมิชิแกน ซึ่งคาดว่าจะได้ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ ได้ออกจากทีมเตรียมงานรับช่วงต่อจากรัฐบาลปัจจุบันอย่างกะทันหัน

ส่วนการประท้วงต่อต้านนายทรัมป์ยังคงเกิดขึ้น โดยผู้ประท้วงหลายร้อยคนได้ออกมารวมตัวกันบริเวณหน้าศาลสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ไม่ยอมเข้าชั้นเรียนเพื่อออกมาประท้วง ผู้ประท้วงได้เดินจากโรงแรมเปิดใหม่ของนายทรัมป์ไปที่อาคารไปรษณีย์เก่าแก่ในกรุงวอชิงตันดีซี โดยได้เดินผ่านรัฐสภาด้วย

ขณะที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เปิดเผยรายงานเมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นว่า อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังในสหรัฐฯได้เพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว โดยเฉพาะที่กระทำต่อชาวมุสลิม ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544

ส่วนสถิติอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังโดยรวมที่มีต่อคนทุกกลุ่ม เพิ่มขึ้นจาก 5 พัน 479 ในปี 2557 เป็น 5 พัน 850 ในปีที่แล้ว ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 มาก

การเปิดเผยสถิติของเอฟบีไอ เกิดขึ้นในช่วงที่มีรายงานการโจมตีทั่วประเทศเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติและศาสนา หลังจากที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ส่วนในเม็กซิโก แม่ของผู้อพยพที่หายตัวไประหว่างเดินทางไปยังสหรัฐฯ ได้ออกมาเดินขบวนทางตอนใต้ของเม็กซิโกเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้อพยพที่เดินทางข้ามพรมแดนเข้าไปในสหรัฐฯ โดยหนึ่งในสมาชิกกลุ่มนักเคลื่อนไหวแสดงความกังวลต่อแนวคิดของนายทรัมป์ที่ขู่ว่าจะส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศว่า เม็กซิโกจะรองรับผู้อพยพที่ถูกส่งตัวกลับหลายล้านคนได้อย่างไร ขณะที่ประธานาธิบดีเอนริเก้ ปีนา ของเม็กซิโก ได้พยายามลดความกังวลทั่วประเทศ ด้วยการบอกว่าเขาจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ และคุ้มครองชาวเม็กซิกันที่อยู่ในสหรัฐฯ

ด้านนายฟร็องซัว อ็อลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุเมื่อวันอังคารว่า เขาไม่เชื่อว่านายทรัมป์จะทำลายข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและอิหร่าน โดยเขากล่าวว่า ข้อตกลงนี้ทำให้เกิดความมั่นคงขึ้นแก่พวกเรา เขาไม่คิดว่าสหรัฐฯที่นำโดยโดนัลด์ ทรัมป์ จะตั้งข้อสงสัยต่อข้อตกลงนี้ โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ที่กำลังจะหมดวาระ ได้ทำข้อตกลงนี้กับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศ และทำให้อิหร่านยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯและชาติอื่นๆ

ขณะที่นายคิม ยองโฮ ผู้อำนวยการด้านสิทธิมนุษยชน ของกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติหรือ UN ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ว่า เกาหลีเหนือไม่สนใจว่าใครจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แต่สนใจว่าสหรัฐฯ จะล้มเลิกนโยบายที่ไม่เป็นมิตรกับเกาหลีเหนือหรือไม่เขาแสดงความเห็นนี้หลังถูกนักข่าวถามถึงท่าทีของเกาหลีเหนือที่มีต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ