กัญชา สหรัฐ

ธุรกิจกัญชาในสหรัฐฯกำลังเฟื่องฟู

Home / ข่าวต่างประเทศ / ธุรกิจกัญชาในสหรัฐฯกำลังเฟื่องฟู

อุตสาหกรรมกัญชา กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้ประกอบการและนักลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งหันมาจับธุรกิจและลงทุนในธุรกิจกัญชา อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาในสหรัฐฯ

รายการ เช้าทันโลก Welcome World ทางช่อง MONO29 รายงาน อลัน เกิร์ทเนอร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายขายกูเกิล เอเชีย-แปซิฟิก ในสิงคโปร์ เริ่มเปิดธุรกิจ “โตเกียว สโมค” ที่สำนักงานเล็กๆ ในนครโตรอนโตของแคนาดา สำหรับจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับสูบกัญชา เช่น ชุดสูบกัญชาไฟฟ้า ซึ่งอาจมีราคาสูงถึง 335 ดอลลาร์แคนาดา หรือราว 8,500 บาท

เกิร์ทเนอร์ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการและนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ได้รับค่าตอบแทนสูงในภาคเทคโนโลยีและการเงิน เพื่อเปิดบริษัทสตาร์ทอัพที่ให้ความสนใจในอุตสาหกรรมกัญชาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

เกิร์ทเนอร์ บอกว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นตลาดขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนจากตลาดมืดกลายเป็นตลาดถูกกฎหมาย ผู้บริโภคพร้อมที่จะใช้กัญชา และนี่เป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่ง ที่การปฏิวัติกัญชาทั่วโลกจะเกิดขึ้นภายใน 10 ปีข้างหน้านี้

เกิร์ทเนอร์ ประธานบริหาร “โตเกียว สโมค” สร้างรายได้ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 326 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 เดือน แม้เรื่องดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้าม และมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายก็ตาม

ข้อมูลจาก CB Insights ระบุว่า ตลอดทั้งปีนี้ มีผู้ลงทุนในกองทุนอย่างน้อย 27 รายในบริษัทกัญชา เมื่อเปรียบเทียบกับ 10 รายในปีที่ผ่านมา และ 9 รายในปี 2558

จากการคาดการณ์ของ “ลีฟลี่” บริษัทด้านการตลาดสำหรับธุรกิจกัญชาเพื่อการรักษาโรค เงินทุนที่สะพัด ทำให้เกิดการจ้างงานในภาคธุรกิจกัญชาที่ถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ถึง 150,000 คน หรืออัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปีที่แล้ว

งานวิจัยของ “อาร์กวิว มาร์เก็ต” ระบุว่า ปัจจุบันตลาดกัญชาถูกกฎหมายมีมูลค่าราว 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 260,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 เท่าเป็น 22,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 738,000 ล้านบาท ภายในปี 2564

ขณะที่คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการบังคับใช้นโยบายของเขา โดยนายเจฟฟ์ เซสชันส์ อัยการสูงสุดสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามธุรกิจค้ากัญชาในสหรัฐฯ ขณะที่นายทรัมป์ได้ขยายเวลาห้ามใช้งบประมาณเพื่อแทรกแซงอุตสาหกรรมกัญชาจนถึงสิ้นปีนี้