สหรัฐอเมริกา อิหร่าน

อิหร่านลั่นสหรัฐฯ ‘ต้องรับผิดชอบ’ / ชาวเตหะรานไว้อาลัย ‘โซเลมานี’

Home / ข่าวต่างประเทศ / อิหร่านลั่นสหรัฐฯ ‘ต้องรับผิดชอบ’ / ชาวเตหะรานไว้อาลัย ‘โซเลมานี’

ประเด็นน่าสนใจ

  • รมต. ต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบต่อการสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี
  • ยืนยัน อิหร่านไม่ได้ให้เกิดความตึงเครียดที่เกิดขึ้น
  • ชาวเตหะราน ร่วมไว้อาลัยโซเลมานี

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 ม.ค.) โมฮัมหมัด จาหวัด ซารีฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าสหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบผลพวงที่จะตามมาหลังลอบสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี (Qassem Soleimani) อดีตผู้บัญชาการกองกำลังคุดซ์ (Quds) ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน

ซารีฟกล่าว ณ การประชุมกับชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน อัล-ทานี (Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์

สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ (IRNA) รายงานคำพูดของซารีฟ ที่ระบุว่าอิหร่านไม่ได้แสวงหาความตึงเครียดในภูมิภาค แต่การมีอยู่ของกองกำลังต่างชาติเป็นต้นเหตุของความไร้เสถียรภาพ ความไม่มั่นคง และความตึงเครียดในภูมิภาคอันอ่อนไหวของเรา

นอกจากนี้ระหว่างการประชุม ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในหัวข้อทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสังหารผู้บัญชาการทหารอิหร่าน อัล-ทานีแสดงความกังวลเกี่ยวกับรูปการณ์ของภูมิภาคหลังการเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ พร้อมกระตุ้นเตือนทุกฝ่ายลดทอนความตึงเครียดที่กำลังบานปลาย

รัฐมนตรีกาตาร์เดินทางเยือนอิหร่าน หลังกองทัพสหรัฐฯ สังหารนายพลอาวุโสของอิหร่านในกรุงแบกแดดได้หนึ่งวัน

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์เรียกร้องทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ อดทนอดกลั้น ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ “นำอิรักและภูมิภาคอ่าวอาหรับเข้าสู่ห้วงแห่งความรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

ชาวเตหะรานร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ ‘โซเลมานี’

ประชาชนอิหร่านพากันติดโปสเตอร์และรูปภาพทั่วกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของคาเซม โซเลมานี (Qasem Soleimani) ผู้บัญชาการระดับสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ สังหารใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติแบกแดด (Baghdad International Airport) พร้อมกับอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดีส์ (Abu Mahdi al-Muhamdis) รองหัวหน้ากองกำลังฮาชด์ชาบี (Hashd Shaabi) ของอิรัก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.)

ที่มา – สำนักข่าวซินหัว